โรคผนังลำไส้ใหญ่โป่งพอง: สรุปสั้นว่าคืออะไร ต่างจากกระเปาะอักเสบอย่างไร และดูแลอย่างไร
ฉบับย่อของโรคผนังลำไส้ใหญ่โป่งพอง สรุปว่าการมีกระเปาะในลำไส้ (diverticulosis) ต่างจากกระเปาะอักเสบ (diverticulitis) อย่างไร อะไรเพิ่มความเสี่ยง วินิจฉัยด้วยอะไร ดูแลรักษาตามแนวทางแพทย์แบบไหน และทำไมความเชื่อเก่าเรื่องห้ามกินถั่วและเมล็ดพืชจึงไม่แนะนำอีกต่อไป

ปัญหาที่คุณอาจกำลังเจอ
คุณอาจไปส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ตามอายุ แล้วหมอบอกว่าเจอ กระเปาะเล็กๆ ที่ผนังลำไส้ หรือบางคนอยู่ดีๆ ก็ปวดท้องด้านซ้ายล่าง มีไข้ แล้วได้ยินคำว่า diverticulitis กลับมา สองคำนี้ diverticulosis กับ diverticulitis ฟังดูคล้ายกันจนสับสน แต่ความหมายต่างกันมาก ข่าวที่อยากบอกก่อนคือ การมีกระเปาะในลำไส้พบได้บ่อยมากตามอายุ และส่วนใหญ่ไม่ใช่โรคที่ต้องกังวล
การมีกระเปาะ กับ การอักเสบ ต่างกันอย่างไร
Diverticula คือกระเปาะเล็กๆ ที่โป่งออกมาจากผนังลำไส้ใหญ่ ส่วน diverticulosis คือการมีกระเปาะเหล่านี้อยู่ ซึ่งพบมากขึ้นตามอายุ และคนส่วนใหญ่ที่มีกระเปาะไม่เคยมีอาการเลย หลายคนรู้ตัวก็ต่อเมื่อไปส่องกล้องด้วยเหตุผลอื่น การมีกระเปาะเพียงอย่างเดียวจึงมักไม่ถือเป็นโรคในตัวมันเอง
เรื่องจะเปลี่ยนไปเมื่อกระเปาะเกิดการอักเสบหรือติดเชื้อ เรียกว่า diverticulitis ซึ่งทำให้ปวดท้อง โดยทั่วไปมักปวดด้านซ้ายล่าง ร่วมกับมีไข้ และการขับถ่ายที่เปลี่ยนไป ในกรณีรุนแรงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ฝีหนอง ลำไส้ทะลุ หรือมีเลือดออก แต่ในบรรดาคนที่มีกระเปาะจำนวนมาก มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเกิดการอักเสบ
อะไรเพิ่มความเสี่ยง และวินิจฉัยอย่างไร
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะนี้ ได้แก่ การกินอาหารกากใยต่ำ อายุที่มากขึ้น น้ำหนักเกิน การขาดการออกกำลังกาย และการสูบบุหรี่ ทั้งหมดนี้เป็นความสัมพันธ์ ไม่ใช่คำตัดสินตายตัว ส่วนการวินิจฉัยนั้น การมีกระเปาะแบบไม่มีอาการมักพบโดยบังเอิญตอนส่องกล้อง ขณะที่ diverticulitis ที่กำลังอักเสบ แพทย์มักวินิจฉัยในช่วงมีอาการ โดยบ่อยครั้งใช้การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ด้วยเหตุนี้จึงต้องวินิจฉัยโดยแพทย์ ไม่ใช่สรุปเองจากอาการปวดท้อง
ดูแลรักษาอย่างไร
แนวทางของ AGA ปี 2015 ระบุว่าหลายกรณีที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนและอาการไม่รุนแรงสามารถดูแลแบบประคับประคองได้ และยาปฏิชีวนะไม่ได้ใช้ในทุกกรณีเสมอไป แต่ใช้แบบเลือกเป็นรายๆ ตามการประเมินของแพทย์ ส่วนกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น ฝีหนองหรือลำไส้ทะลุ อาจต้องระบายหนองหรือผ่าตัด การตัดสินใจเหล่านี้เป็นเรื่องของแพทย์ทั้งหมด สำหรับการดูแลระยะยาว แกนหลักคือกินอาหารกากใยสูง ดื่มน้ำเพียงพอ ขยับตัวสม่ำเสมอ และดูแลน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ดี
จุดที่ควรรู้คือ คำแนะนำเก่าที่ให้หลีกเลี่ยงถั่ว เมล็ดพืช และข้าวโพดคั่วอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกัน diverticulitis ปัจจุบันไม่มีหลักฐานรองรับและไม่แนะนำอีกต่อไป คุณจึงไม่จำเป็นต้องกลัวอาหารกลุ่มนี้
เมื่อไหร่ต้องรีบไปพบแพทย์
ควรไปพบแพทย์หรือไปห้องฉุกเฉินโดยไม่รอ ถ้ามีอาการปวดท้องรุนแรง โดยเฉพาะด้านซ้ายล่าง มีไข้ร่วมกับปวดท้อง ถ่ายไม่ออกหรือท้องอืดแน่นผิดปกติ หรือมีสัญญาณของเลือดออก เช่น ถ่ายเป็นเลือด อาการเหล่านี้เป็นภาวะที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน อย่ารอดูอาการเองที่บ้าน
เริ่มวันนี้ ก้าวเดียวก่อน
ค่อยๆ เพิ่มอาหารที่มีกากใยในแต่ละมื้ออย่างช้าๆ ควบคู่กับดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อให้ลำไส้ปรับตัวได้ พยายามขยับตัวสม่ำเสมอ ดูแลน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ดี และไม่ต้องกลัวถั่วหรือเมล็ดพืชอย่างที่เคยเชื่อกันมา ถ้ามีอาการปวดท้องรุนแรงหรือมีไข้ ให้ไปพบแพทย์ อย่ารอ
เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่คำแนะนำแทนการปรึกษาแพทย์ การวินิจฉัยและการดูแลควรทำร่วมกับแพทย์เสมอ
สรุปนี้เป็นข้อมูลเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ และควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนนำไปใช้จริง ฉบับเต็มมีเหตุผลและงานวิจัยครบ



อ่านจบฉบับสรุป
นี่คือฉบับสรุปประเด็นสำคัญ
อยากเข้าใจว่าทำไม และมีงานวิจัยอะไรรองรับ อ่านต่อฉบับเต็มได้เลย
อ่านเหตุผลและงานวิจัยเต็มอ่านต่อ
อ่านต่อในหมวดเดียวกัน

ใยอาหารกับลำไส้และเมตาบอลิก: สรุปสั้นเรื่อง LDL น้ำตาลหลังมื้อ จุลินทรีย์ และความอิ่ม
ฉบับย่อของใยอาหารกับลำไส้และเมตาบอลิก สรุปว่าใยชนิดละลายน้ำและข้นหนืดสัมพันธ์กับการลด LDL คอเลสเตอรอล การชะลอน้ำตาลหลังมื้อ การสร้างกรดไขมันสายสั้นจากจุลินทรีย์ในลำไส้ และความอิ่มอย่างไร พร้อมขนาดผลระดับประชากร ข้อจำกัด กลุ่มที่ควรระวัง และวิธีเริ่มค่อยๆ เพิ่มใยพร้อมดื่มน้ำ โดยเน้นว่าตัวเลขเป็นแนวทางที่ควรปรับร่วมกับแพทย์หรือนักโภชนาการ
อ่านบทความ
คาเฟอีนกับสุขภาพ: สรุปสั้นว่ามันทำงานอย่างไร ดื่มแค่ไหนพอดี และใครควรระวัง
ฉบับย่อของคาเฟอีนกับสุขภาพ สรุปว่าคาเฟอีนทำงานอย่างไร อยู่ที่ไหนบ้าง ปริมาณที่มักอ้างว่าพอดีสำหรับผู้ใหญ่สุขภาพดีคือเท่าไร ทำไมดื่มมากหรือดื่มดึกถึงรบกวนการนอนและใจสั่น ใครควรดื่มน้อยลงหรือเลี่ยง และเริ่มดูแลตัวเองได้อย่างไร โดยมองตัวเลขเป็นแนวทางที่แพทย์ปรับให้เหมาะกับแต่ละคน
อ่านบทความ
โรคเซลิแอค: สรุปสั้นว่าคืออะไร วินิจฉัยอย่างไร ทำไมต้องตรวจก่อนเลิกกลูเตน และดูแลอย่างไร
ฉบับย่อของโรคเซลิแอค สรุปว่าเซลิแอคคือโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองที่กลูเตนไปทำร้ายลำไส้เล็ก อาการมีได้กว้างแค่ไหน วินิจฉัยอย่างไร ทำไมต้องตรวจในขณะที่ยังกินกลูเตนอยู่ และเริ่มดูแลตัวเองได้อย่างไร
อ่านบทความตรวจสอบได้
แหล่งอ้างอิงสำหรับบทความนี้
- 1 Stollman N et al. American Gastroenterological Association Institute Guideline on the Management of Acute Diverticulitis (Gastroenterology 2015, PMID 26453777) pubmed.ncbi.nlm.nih.gov
- 2 StatPearls (NCBI Bookshelf NBK430771): Diverticulosis ncbi.nlm.nih.gov
- 3 NIDDK (NIH): Diverticular Disease niddk.nih.gov
ตรวจสอบโดย Health Coach : A888