โรคผนังลำไส้ใหญ่โป่งพอง (Diverticular Disease): เข้าใจกระเปาะในลำไส้ ระวังตอนไหน และดูแลอย่างไร
โรคผนังลำไส้ใหญ่โป่งพองเกิดจากกระเปาะเล็กๆ ที่ผนังลำไส้ใหญ่ ซึ่งพบได้บ่อยมากตามอายุและส่วนใหญ่ไม่มีอาการ บทความนี้อธิบายความต่างระหว่างการมีกระเปาะ (diverticulosis) กับกระเปาะอักเสบ (diverticulitis) อะไรที่เพิ่มความเสี่ยง วินิจฉัยอย่างไร ดูแลรักษาตามแนวทางแพทย์แบบไหน และทำไมความเชื่อเก่าเรื่องห้ามกินถั่วและเมล็ดพืชจึงไม่แนะนำอีกต่อไป

คุณอาจไปส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ตามอายุ แล้วหมอบอกว่าเจอ กระเปาะเล็กๆ ที่ผนังลำไส้ หรือบางคนอยู่ดีๆ ก็ปวดท้องด้านซ้ายล่างขึ้นมา มีไข้ ท้องเปลี่ยนไปจากเดิม แล้วได้ยินคำว่า diverticulitis กลับมา คำสองคำที่หน้าตาคล้ายกันอย่าง diverticulosis กับ diverticulitis ฟังดูจนน่าสับสน แต่ความหมายต่างกันมาก และการเข้าใจความต่างนี้ช่วยให้คุณรู้ว่าเมื่อไหร่ที่ไม่ต้องกังวลเกินเหตุ และเมื่อไหร่ที่ต้องรีบไปพบแพทย์
บทความนี้จะพาคุณไปดูทีละชั้น ว่ากระเปาะในลำไส้ใหญ่คืออะไร ทำไมคนส่วนใหญ่ที่มีมันถึงไม่มีอาการเลย อะไรที่ทำให้กระเปาะอักเสบจนกลายเป็นเรื่อง วินิจฉัยด้วยอะไร ดูแลรักษาอย่างไรตามแนวทางของแพทย์ และมีอะไรที่คุณเริ่มดูแลตัวเองได้ตั้งแต่วันนี้ ข่าวที่อยากบอกก่อนคือ การมีกระเปาะในลำไส้เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยมากตามอายุ และส่วนใหญ่ไม่ใช่โรคที่ต้องกังวล
กระเปาะในลำไส้ใหญ่ (diverticulosis) คืออะไร
Diverticula คือกระเปาะเล็กๆ ที่โป่งยื่นออกมาจากผนังลำไส้ใหญ่ มักเกิดตรงจุดที่ผนังลำไส้ค่อนข้างบางกว่าบริเวณอื่น ส่วนคำว่า diverticulosis หมายถึงภาวะที่มีกระเปาะเหล่านี้อยู่ในลำไส้ พูดง่ายๆ คือ diverticulosis คือ การมีกระเปาะ ยังไม่ได้บอกว่ามีการอักเสบหรืออาการใดๆ
จุดสำคัญที่หลายคนไม่รู้คือ การมีกระเปาะแบบนี้พบได้บ่อยมากและพบมากขึ้นตามอายุ ในผู้สูงอายุพบได้เป็นสัดส่วนที่สูงจนถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของลำไส้ที่ผ่านการใช้งานมานาน และที่สำคัญกว่านั้นคือคนส่วนใหญ่ที่มีกระเปาะไม่เคยมีอาการอะไรเลย หลายคนรู้ว่าตัวเองมีก็ต่อเมื่อไปส่องกล้องหรือตรวจภาพด้วยเหตุผลอื่น ด้วยเหตุนี้การมีกระเปาะเพียงอย่างเดียวจึงมักไม่ถือเป็นโรคในตัวมันเอง แต่เป็นลักษณะที่พบได้ทั่วไป
diverticulitis ต่างจาก diverticulosis อย่างไร
เรื่องจะเปลี่ยนไปเมื่อกระเปาะเกิดการอักเสบหรือติดเชื้อขึ้นมา ภาวะนั้นเรียกว่า diverticulitis ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการมีกระเปาะเฉยๆ อาการที่พบบ่อยของ diverticulitis คือปวดท้อง โดยทั่วไปมักปวดที่ท้องด้านซ้ายล่าง ร่วมกับมีไข้ และการขับถ่ายที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น ท้องผูกหรือท้องเสีย บางคนอาจมีคลื่นไส้ร่วมด้วย
ในกรณีที่รุนแรงขึ้น diverticulitis อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ฝีหนองในช่องท้อง (abscess) ผนังลำไส้ทะลุ (perforation) หรือมีเลือดออก ส่วนเลือดที่ออกจากกระเปาะนั้นบางครั้งก็เกิดขึ้นได้เองโดยไม่มีการอักเสบร่วมด้วย เรียกว่าภาวะเลือดออกจากกระเปาะลำไส้ ซึ่งมักมาในรูปของถ่ายเป็นเลือด สิ่งที่น่าอุ่นใจคือ ในบรรดาคนที่มีกระเปาะจำนวนมาก มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเกิด diverticulitis ขึ้น การมีกระเปาะจึงไม่ได้แปลว่าคุณจะต้องอักเสบในสักวัน
อะไรที่เพิ่มความเสี่ยง
งานวิจัยพบปัจจัยหลายอย่างที่สัมพันธ์กับการเกิดกระเปาะและการอักเสบ แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นความสัมพันธ์ ไม่ใช่คำตัดสินตายตัวว่าใครจะเป็นหรือไม่เป็น ปัจจัยที่มักถูกกล่าวถึง ได้แก่ การกินอาหารที่มีกากใยต่ำ อายุที่มากขึ้น ภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน การขาดการเคลื่อนไหวออกกำลังกาย และการสูบบุหรี่
ในบรรดาปัจจัยเหล่านี้ เรื่องกากใยเป็นจุดที่น่าสนใจ เพราะเป็นสิ่งที่คุณปรับได้ด้วยตัวเองในชีวิตประจำวัน อาหารที่มีกากใยเพียงพอช่วยให้อุจจาระนุ่มและเคลื่อนผ่านลำไส้ได้ง่ายขึ้น ซึ่งเชื่อว่าช่วยลดแรงดันภายในลำไส้ การขยับตัวสม่ำเสมอและการดูแลน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ดีก็เป็นแกนเดียวกันที่ส่งผลดีต่อสุขภาพลำไส้โดยรวม
วินิจฉัยอย่างไร
การมีกระเปาะแบบไม่มีอาการ มักถูกพบโดยบังเอิญตอนที่คุณไปส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่หรือตรวจภาพช่องท้องด้วยเหตุผลอื่น ส่วน diverticulitis ที่กำลังอักเสบนั้น แพทย์มักวินิจฉัยในช่วงที่มีอาการ โดยอาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และบ่อยครั้งใช้การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ของช่องท้อง ซึ่งช่วยยืนยันการอักเสบและดูว่ามีภาวะแทรกซ้อน เช่น ฝีหนองหรือลำไส้ทะลุ ร่วมด้วยหรือไม่
ด้วยเหตุนี้ diverticulitis จึงเป็นการวินิจฉัยที่ต้องอาศัยการประเมินโดยแพทย์ ไม่ใช่การสรุปเองจากอาการปวดท้องเพียงอย่างเดียว เพราะอาการปวดท้องด้านซ้ายล่างมีสาเหตุได้หลายอย่าง
ดูแลและรักษาอย่างไร ภายใต้การประเมินของแพทย์
แนวทางของ American Gastroenterological Association (AGA) ปี 2015 วางกรอบการดูแล diverticulitis เฉียบพลันไว้อย่างชัดเจน และมีจุดที่เปลี่ยนความเข้าใจเดิมไปพอสมควร
ประการแรก ในกรณีที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนและอาการไม่รุนแรง หลายกรณีสามารถดูแลแบบประคับประคองได้ ประการที่สอง ยาปฏิชีวนะไม่ได้ถูกใช้ในทุกกรณีเสมอไป แต่ใช้แบบเลือกเป็นรายๆ ตามการประเมินของแพทย์ ซึ่งต่างจากความเข้าใจเดิมที่คิดว่า diverticulitis ต้องได้ยาปฏิชีวนะทุกครั้ง ส่วนกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น มีฝีหนองหรือลำไส้ทะลุ อาจต้องใช้การระบายหนองหรือการผ่าตัด การตัดสินใจทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่แพทย์พิจารณาตามความรุนแรงและสภาพของแต่ละคน บทความนี้จึงไม่ระบุขนาดยาหรือสูตรยาใดๆ เพราะเป็นสิ่งที่ต้องอยู่ในมือของแพทย์
สำหรับการดูแลระยะยาวเพื่อลดโอกาสเกิดปัญหา แกนหลักคือการกินอาหารที่มีกากใยสูง ดื่มน้ำให้เพียงพอ ขยับตัวสม่ำเสมอ และดูแลน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งเป็นการดูแลสุขภาพลำไส้แบบพื้นฐานที่ให้ผลดีในภาพรวม
จุดที่ต้องระวัง: ความเชื่อเก่าเรื่องห้ามกินถั่วและเมล็ดพืช กับความเข้าใจผิดว่าการมีกระเปาะคือการเป็นโรค
คำแนะนำเก่าที่ให้หลีกเลี่ยงถั่ว เมล็ดพืช และข้าวโพดคั่วอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกัน diverticulitis ปัจจุบันไม่มีหลักฐานรองรับและไม่แนะนำอีกต่อไป คุณไม่จำเป็นต้องกลัวอาหารกลุ่มนี้ อีกจุดหนึ่งคือคนส่วนใหญ่ที่มีกระเปาะในลำไส้ไม่เคยมีอาการเลย การมีกระเปาะจึงเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไปและมักไม่ใช่โรคในตัวมันเอง ที่มา แนวทาง AGA ปี 2015 (PMID 26453777), NIDDK
เมื่อไหร่ที่ต้องรีบไปพบแพทย์
มีสัญญาณบางอย่างที่ควรไปพบแพทย์หรือไปที่ห้องฉุกเฉินโดยไม่รอ เพราะอาจบ่งบอกถึงการอักเสบหรือภาวะแทรกซ้อนที่ต้องการการดูแลด่วน
- ปวดท้องรุนแรง โดยทั่วไปมักปวดที่ท้องด้านซ้ายล่าง โดยเฉพาะถ้าปวดมากขึ้นเรื่อยๆ
- มีไข้ร่วมกับอาการปวดท้อง
- ถ่ายไม่ออก ไม่ผายลม หรือท้องอืดแน่นผิดปกติ
- มีสัญญาณของเลือดออก เช่น ถ่ายเป็นเลือดหรืออุจจาระมีเลือดปน
อาการปวดท้องรุนแรง มีไข้ ร่วมกับถ่ายไม่ออก หรือมีสัญญาณเลือดออก เป็นภาวะที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน ไม่ควรนิ่งนอนใจหรือรอดูอาการเองที่บ้าน
สิ่งที่คุณเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้
ระหว่างที่ยังไม่มีอาการ หรือเพื่อดูแลสุขภาพลำไส้ในระยะยาว มีก้าวเล็กๆ ที่คุณทำได้เลย คือค่อยๆ เพิ่มอาหารที่มีกากใยในแต่ละมื้ออย่างช้าๆ ควบคู่กับการดื่มน้ำให้เพียงพอ การเพิ่มกากใยแบบค่อยเป็นค่อยไปช่วยให้ลำไส้ปรับตัวและลดอาการท้องอืด นอกจากนี้ให้พยายามขยับตัวออกกำลังกายสม่ำเสมอ และดูแลน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ดี และคุณไม่จำเป็นต้องกลัวถั่วหรือเมล็ดพืชอย่างที่เคยเชื่อกันมา สุดท้ายถ้ามีอาการปวดท้องรุนแรงหรือมีไข้ ให้ไปพบแพทย์ อย่ารอ
เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่คำแนะนำแทนการปรึกษาแพทย์ การวินิจฉัยและการดูแลโรคผนังลำไส้ใหญ่โป่งพอง รวมถึงการตัดสินใจเรื่องยาปฏิชีวนะหรือการผ่าตัด ควรทำร่วมกับแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์เสมอ



อ่านต่อ
อ่านต่อในหมวดเดียวกัน

ใยอาหารกับลำไส้และเมตาบอลิก: สรุปสั้นเรื่อง LDL น้ำตาลหลังมื้อ จุลินทรีย์ และความอิ่ม
ฉบับย่อของใยอาหารกับลำไส้และเมตาบอลิก สรุปว่าใยชนิดละลายน้ำและข้นหนืดสัมพันธ์กับการลด LDL คอเลสเตอรอล การชะลอน้ำตาลหลังมื้อ การสร้างกรดไขมันสายสั้นจากจุลินทรีย์ในลำไส้ และความอิ่มอย่างไร พร้อมขนาดผลระดับประชากร ข้อจำกัด กลุ่มที่ควรระวัง และวิธีเริ่มค่อยๆ เพิ่มใยพร้อมดื่มน้ำ โดยเน้นว่าตัวเลขเป็นแนวทางที่ควรปรับร่วมกับแพทย์หรือนักโภชนาการ
อ่านบทความ
คาเฟอีนกับสุขภาพ: สรุปสั้นว่ามันทำงานอย่างไร ดื่มแค่ไหนพอดี และใครควรระวัง
ฉบับย่อของคาเฟอีนกับสุขภาพ สรุปว่าคาเฟอีนทำงานอย่างไร อยู่ที่ไหนบ้าง ปริมาณที่มักอ้างว่าพอดีสำหรับผู้ใหญ่สุขภาพดีคือเท่าไร ทำไมดื่มมากหรือดื่มดึกถึงรบกวนการนอนและใจสั่น ใครควรดื่มน้อยลงหรือเลี่ยง และเริ่มดูแลตัวเองได้อย่างไร โดยมองตัวเลขเป็นแนวทางที่แพทย์ปรับให้เหมาะกับแต่ละคน
อ่านบทความ
โรคเซลิแอค: สรุปสั้นว่าคืออะไร วินิจฉัยอย่างไร ทำไมต้องตรวจก่อนเลิกกลูเตน และดูแลอย่างไร
ฉบับย่อของโรคเซลิแอค สรุปว่าเซลิแอคคือโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองที่กลูเตนไปทำร้ายลำไส้เล็ก อาการมีได้กว้างแค่ไหน วินิจฉัยอย่างไร ทำไมต้องตรวจในขณะที่ยังกินกลูเตนอยู่ และเริ่มดูแลตัวเองได้อย่างไร
อ่านบทความตรวจสอบได้
แหล่งอ้างอิงสำหรับบทความนี้
- 1 Stollman N et al. American Gastroenterological Association Institute Guideline on the Management of Acute Diverticulitis (Gastroenterology 2015, PMID 26453777) pubmed.ncbi.nlm.nih.gov
- 2 StatPearls (NCBI Bookshelf NBK430771): Diverticulosis ncbi.nlm.nih.gov
- 3 NIDDK (NIH): Diverticular Disease niddk.nih.gov
ตรวจสอบโดย Health Coach : A888