CLUB120

ค้นหา

ค้นหาคำถามสุขภาพที่คุณสนใจ

ป้องกัน-NCDs urinary-tract-infection
ป้องกัน-NCDs ca099 9 กรกฎาคม 2569 อ่าน 23 นาที
ca099

การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTI): อาการ สาเหตุ และการดูแลอย่างปลอดภัย

การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหรือ UTI คือการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะ พบบ่อยที่สุดที่กระเพาะปัสสาวะและมักมาจากเชื้อในลำไส้อย่าง E. coli บทความนี้อธิบายว่าอาการเป็นอย่างไร ใครเสี่ยง วินิจฉัยด้วยอะไร ทำไมยาปฏิชีวนะต้องสั่งโดยแพทย์ สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์ และวิธีดูแลตัวเองที่ทำได้จริง

ฉบับสรุป อ่านเหตุผลและงานวิจัยเต็ม

เวลาปัสสาวะแล้วรู้สึกแสบขัด ปวดหน่วงท้องน้อย ปวดปัสสาวะบ่อยจนต้องวิ่งเข้าห้องน้ำทั้งวัน แต่พอไปถึงกลับออกมานิดเดียว บางครั้งปัสสาวะก็ขุ่นหรือมีกลิ่นแรงกว่าปกติ อาการเหล่านี้กวนใจและทำให้ใช้ชีวิตลำบากอย่างที่คนไม่เคยเป็นอาจนึกไม่ถึง คุณอาจเคยได้ยินคำว่ากระเพาะปัสสาวะอักเสบหรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ แต่ยังไม่แน่ใจว่ามันคืออะไรกันแน่ เกิดจากอะไร และควรทำอย่างไรจึงจะหายและไม่กลับมาเป็นซ้ำ

บทความนี้จะพาคุณไปดูทีละชั้น ว่าการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะคืออะไร อาการแบบไหนที่ควรสังเกต ใครเสี่ยงและเพราะอะไร แพทย์วินิจฉัยด้วยวิธีใด ทำไมยาปฏิชีวนะจึงต้องมาจากการสั่งของแพทย์ สัญญาณไหนที่บอกว่าต้องรีบไปโรงพยาบาล และมีอะไรที่คุณเริ่มดูแลตัวเองได้ตั้งแต่วันนี้ ข่าวที่อยากบอกก่อนคือ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนใหญ่ดูแลได้ และการเข้าใจกลไกของมันช่วยให้คุณรู้ว่าเมื่อไรควรพึ่งการดูแลของแพทย์ และเมื่อไรที่ต้องรีบ

การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะคืออะไร

UTI ย่อมาจาก urinary tract infection หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ คือการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งประกอบด้วยไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ ตำแหน่งที่พบการติดเชื้อได้บ่อยที่สุดคือกระเพาะปัสสาวะ เรียกว่ากระเพาะปัสสาวะอักเสบหรือ cystitis ซึ่งจัดเป็นการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง

เชื้อที่เป็นต้นเหตุส่วนใหญ่ไม่ใช่เชื้อแปลกใหม่ แต่เป็นแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ของเราเองอยู่แล้ว โดยเฉพาะเชื้อ Escherichia coli หรือ E. coli ตามธรรมชาติเชื้อเหล่านี้อาศัยอยู่บริเวณรอบทวารหนักและไม่ก่อปัญหา แต่เมื่อมันเดินทางเข้าสู่ท่อปัสสาวะและขึ้นไปที่กระเพาะปัสสาวะ ก็สามารถเพิ่มจำนวนและทำให้เกิดการอักเสบได้ นี่คือเหตุผลที่การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะจึงเป็นเรื่องของทิศทางการเดินทางของเชื้อ มากกว่าการที่ร่างกายสกปรกหรือดูแลตัวเองไม่ดี

การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะพบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะในผู้หญิง งานวิจัยประเมินว่าผู้หญิงจำนวนมากเคยเป็นการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต การที่มันพบบ่อยไม่ได้แปลว่าไม่ต้องใส่ใจ เพราะถึงส่วนใหญ่จะเป็นการติดเชื้อที่ไม่ซับซ้อนและดูแลได้ แต่ในบางกรณีการติดเชื้อก็ลุกลามขึ้นไปถึงไตหรือกลายเป็นเรื่องรุนแรงได้ การรู้ว่าอาการแบบไหนคือแบบธรรมดาและแบบไหนคือสัญญาณอันตราย จึงเป็นสิ่งที่ช่วยคุณได้มากที่สุด

อาการที่ควรรู้จัก

อาการของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะแบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ตามตำแหน่งที่ติดเชื้อ กลุ่มแรกคืออาการของทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง ซึ่งเป็นแบบที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ แสบขัดเวลาปัสสาวะที่เรียกว่า dysuria ปวดปัสสาวะบ่อยกว่าปกติที่เรียกว่า frequency รู้สึกปวดปัสสาวะเร่งด่วนกลั้นได้ยากที่เรียกว่า urgency ปวดหน่วงหรือไม่สบายบริเวณท้องน้อย ปัสสาวะขุ่นหรือมีกลิ่นแรงกว่าปกติ และบางครั้งอาจมีเลือดปนในปัสสาวะ อาการกลุ่มนี้แม้จะกวนใจแต่มักไม่มีไข้สูงหรืออาการทั้งตัว

กลุ่มที่สองคือเมื่อการติดเชื้อลุกลามขึ้นไปถึงไต เรียกว่ากรวยไตอักเสบหรือ pyelonephritis ซึ่งเป็นเรื่องที่รุนแรงกว่าและต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน อาการที่ควรระวังในกลุ่มนี้ ได้แก่ ไข้สูง หนาวสั่น ปวดบริเวณสีข้างหรือหลังส่วนล่าง คลื่นไส้ อาเจียน และรู้สึกไม่สบายตัวทั้งร่างกาย ถ้าคุณมีอาการปัสสาวะแสบขัดร่วมกับไข้และปวดหลังหรือสีข้าง นั่นคือสัญญาณว่าไม่ควรรอดูอาการอยู่บ้าน แต่ควรไปพบแพทย์

ใครเสี่ยงและเพราะอะไร

การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายอย่างชัดเจน เหตุผลทางกายวิภาคที่สำคัญคือท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้นกว่า และอยู่ใกล้กับทวารหนักมากกว่า เชื้อจากลำไส้จึงเดินทางเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่ายกว่า นี่เป็นเรื่องของโครงสร้างร่างกาย ไม่ใช่ความผิดของใคร

นอกจากเพศแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่เพิ่มความเสี่ยง ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งอาจดันเชื้อเข้าสู่ท่อปัสสาวะได้ง่ายขึ้น ภาวะวัยหมดประจำเดือนที่ระดับฮอร์โมนเปลี่ยนไปและทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นบางลง การคาสายสวนปัสสาวะซึ่งเปิดทางให้เชื้อเข้าสู่ระบบได้โดยตรง โรคเบาหวานที่ทำให้ภูมิต้านทานและสภาพแวดล้อมในปัสสาวะเอื้อต่อเชื้อมากขึ้น และภาวะที่มีการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ เช่น นิ่วในทางเดินปัสสาวะ หรือในผู้ชายสูงวัยที่มีต่อมลูกหมากโต การเข้าใจปัจจัยเหล่านี้ช่วยให้เห็นว่าทำไมบางคนถึงเป็นซ้ำบ่อย และทำไมการดูแลจึงต้องดูที่ต้นเหตุร่วมด้วย ไม่ใช่แค่รักษาอาการแต่ละครั้ง

วินิจฉัยอย่างไร

แพทย์วินิจฉัยการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะจากสองส่วนหลักที่ประกอบกัน ส่วนแรกคืออาการที่คุณเล่าและการซักประวัติ เช่น รูปแบบของอาการ ระยะเวลา และมีไข้หรือปวดหลังร่วมด้วยหรือไม่ ส่วนที่สองคือการตรวจปัสสาวะ ซึ่งช่วยยืนยันว่ามีการติดเชื้อจริงและช่วยแยกจากภาวะอื่นที่อาการคล้ายกัน

การตรวจปัสสาวะเบื้องต้นที่เรียกว่า urinalysis จะดูสัญญาณของการอักเสบและการติดเชื้อ ในบางกรณีแพทย์อาจส่งเพาะเชื้อปัสสาวะที่เรียกว่า urine culture เพื่อดูว่าเป็นเชื้อชนิดใดและตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะตัวไหน ซึ่งมีประโยชน์มากในกรณีที่เป็นซ้ำ อาการไม่ตอบสนองต่อการรักษาตามปกติ หรือในกลุ่มที่ถือว่าซับซ้อน ด้วยเหตุนี้การวินิจฉัยที่แม่นยำจึงต้องอาศัยการประเมินโดยแพทย์ ไม่ใช่การเดาจากอาการเพียงอย่างเดียว เพราะอาการปัสสาวะแสบขัดอาจมาจากสาเหตุอื่นได้ด้วย

การดูแลรักษา และทำไมต้องผ่านแพทย์

แนวทางสากลสำหรับการรักษาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เช่น แนวทางของ IDSA และ ESCMID ที่จัดทำโดย Gupta และคณะในปี 2011 ให้หลักการที่ชัดเจนว่า การรักษาหลักคือยาปฏิชีวนะที่เลือกโดยแพทย์ โดยคำนึงถึงรูปแบบการดื้อยาของเชื้อในแต่ละพื้นที่ประกอบด้วย เพราะเชื้อในแต่ละภูมิภาคตอบสนองต่อยาต่างกัน การเลือกยาที่เหมาะสมจึงไม่ใช่เรื่องที่ตัดสินเองได้จากอาการ

แนวทางยังแยกชัดเจนว่ากระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบไม่ซับซ้อนในผู้หญิงสุขภาพดีที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ ต่างจากกรณีที่ซับซ้อน ซึ่งรวมถึงการติดเชื้อในผู้ชาย ในหญิงตั้งครรภ์ ในคนที่มีการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะหรือมีสายสวน และการติดเชื้อที่ลุกลามถึงไต แต่ละกลุ่มมีแนวทางการดูแลที่ต่างกัน จึงต้องอาศัยการประเมินของแพทย์เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะกับแต่ละคน

จุดที่สำคัญที่สุดคือ อย่าซื้อยาปฏิชีวนะมาใช้เอง และอย่านำยาปฏิชีวนะที่เหลือจากครั้งก่อนหรือของคนอื่นมาใช้ เพราะนอกจากอาจได้ยาผิดชนิดหรือไม่ครบตามที่ควรแล้ว การใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เชื้อดื้อยา ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้การรักษาในอนาคตยากขึ้นทั้งกับตัวคุณเองและกับส่วนรวม การให้แพทย์เป็นผู้ประเมินและสั่งยา จึงไม่ใช่แค่เรื่องขั้นตอน แต่เป็นการปกป้องทั้งตัวคุณและประสิทธิภาพของยาในระยะยาว

จุดที่ต้องระวัง: ผลิตภัณฑ์แครนเบอร์รีและการดื่มน้ำมากๆ เป็นที่นิยม แต่ไม่ใช่การรักษาที่ทดแทนการดูแลของแพทย์ได้

ผลิตภัณฑ์จากแครนเบอร์รีและคำแนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ เพื่อชะล้างเชื้อ เป็นวิธีที่คนพูดถึงกันมาก แต่หลักฐานที่ว่าสิ่งเหล่านี้รักษาการติดเชื้อที่กำลังเป็นอยู่ได้จริงยังอ่อน และไม่สามารถใช้แทนการประเมินและการรักษาโดยแพทย์ได้ ยิ่งไปกว่านั้น การใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อหรือซื้อมาใช้เองสำหรับการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เป็นตัวเร่งให้เชื้อดื้อยา การตรวจและรับคำแนะนำจากแพทย์จึงสำคัญ โดยเฉพาะในคนที่เป็นซ้ำบ่อย ที่มา แนวทาง IDSA/ESCMID (PMID 21292654), StatPearls, NIDDK

สัญญาณอันตราย เมื่อไรที่ต้องรีบพบแพทย์

การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนใหญ่ไม่รุนแรง แต่มีบางสัญญาณที่บอกว่าอาจลุกลามและต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน ควรไปพบแพทย์หรือไปโรงพยาบาลทันทีถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ร่วมกับอาการทางปัสสาวะ ได้แก่ ไข้สูง หนาวสั่น ปวดบริเวณสีข้างหรือหลังส่วนล่าง คลื่นไส้หรืออาเจียน และรู้สึกสับสนหรือมึนงงผิดปกติ อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ว่าการติดเชื้อลุกลามถึงไต หรือในบางกรณีเข้าสู่กระแสเลือดจนเป็นภาวะติดเชื้อรุนแรงที่เรียกว่า sepsis ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิน

นอกจากนี้ยังมีบางกลุ่มที่แม้อาการจะดูไม่รุนแรง ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อประเมินเสมอ ไม่ควรดูแลเองที่บ้าน ได้แก่ ผู้ชายที่มีอาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หญิงตั้งครรภ์ และคนที่เป็นการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำบ่อยๆ เพราะทั้งสามกลุ่มนี้อาจมีสาเหตุเบื้องหลังที่ต้องตรวจเพิ่ม และการดูแลก็ต่างจากกรณีทั่วไป การไปพบแพทย์ในกลุ่มนี้จึงเป็นการดูแลที่ตรงจุดกว่า

ป้องกันและเริ่มดูแลตัวเองได้ตั้งแต่วันนี้

แม้การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะจะป้องกันไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มีนิสัยง่ายๆ ที่ช่วยลดความเสี่ยงได้และทำได้เลย อย่างแรกคือดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน เพื่อให้ร่างกายได้ขับปัสสาวะและชะเชื้อออกอย่างสม่ำเสมอ อย่างที่สองคืออย่ากลั้นปัสสาวะนานเกินไป เมื่อปวดควรเข้าห้องน้ำ อย่างที่สามสำหรับผู้หญิงคือเวลาทำความสะอาดหลังขับถ่าย ให้เช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลัง เพื่อลดโอกาสที่เชื้อจากทวารหนักจะไปสู่ท่อปัสสาวะ อย่างที่สี่คือปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งช่วยชะเชื้อที่อาจเข้าสู่ท่อปัสสาวะออกไป

ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เมื่อมีอาการ ให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจและรับคำแนะนำ แทนการซื้อยามาใช้เอง และรีบไปโรงพยาบาลทันทีถ้ามีไข้ หนาวสั่น หรือปวดสีข้างหรือหลัง สำหรับคนที่เป็นซ้ำบ่อย ผู้ชาย หรือหญิงตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนดูแลเฉพาะราย เพราะบางคนอาจมีวิธีป้องกันที่แพทย์แนะนำเป็นพิเศษตามสาเหตุของแต่ละคน สิ่งเล็กๆ ที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้คือดื่มน้ำให้พอและไม่กลั้นปัสสาวะ ส่วนสิ่งที่ปลอดภัยที่สุดเมื่อมีอาการคือให้แพทย์เป็นคนช่วยดู

เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่คำแนะนำแทนการปรึกษาแพทย์ การวินิจฉัยและการรักษาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ รวมถึงการตัดสินใจเรื่องยาปฏิชีวนะ ควรทำร่วมกับแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์เสมอ และหากมีไข้ หนาวสั่น ปวดสีข้างหรือหลัง คลื่นไส้อาเจียน หรือรู้สึกสับสน ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

ตรวจสอบโดย Health Coach : A888

อ่านต่อ

อ่านต่อในหมวดเดียวกัน

ป้องกัน-NCDs 16 กรกฎาคม 2569 อ่าน 5 นาที

Long COVID: สรุปอาการล้า สมองตื้อ ใจสั่น และหลักการ pacing เพื่อฟื้นตัว

ฉบับย่อของ Long COVID สรุปว่างานวิจัยพบอะไร อาการที่พบบ่อยอย่างความล้า สมองตื้อ และใจสั่นเวลาลุกยืน ทำไมการฝืนออกกำลังแบบ push-through อาจทำให้คนที่มีอาการทรุดหลังออกแรง (PEM) แย่ลง หลักการ pacing ที่ถูกศึกษาเพื่อจัดการอาการ และสัญญาณที่ต้องรีบพบแพทย์ โดยเป็นการให้ความรู้ ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่รับประกันว่าหายขาด

อ่านบทความ
ป้องกัน-NCDs 16 กรกฎาคม 2569 อ่าน 5 นาที

สุขภาพช่องปากกับโรคเรื้อรัง: สรุปสั้นว่าปริทันต์เชื่อมกับหัวใจและเบาหวานอย่างไร

ฉบับย่อของสุขภาพช่องปากกับโรคเรื้อรัง สรุปว่าโรคปริทันต์คืออะไร เชื่อมกับหัวใจและเบาหวานผ่านการอักเสบอย่างไร ทำไมความสัมพันธ์กับหัวใจเป็นเชิงสังเกตที่ยังไม่ใช่สาเหตุ ทำไมยังไม่มีหลักฐานว่าการรักษาปริทันต์ป้องกันหัวใจวายหรือสโตรก ความสัมพันธ์สองทางกับเบาหวานที่หลักฐานหนักแน่นกว่า ใครควรระวัง และเริ่มดูแลช่องปากได้อย่างไร

อ่านบทความ
ป้องกัน-NCDs 9 กรกฎาคม 2569 อ่าน 5 นาที

วัคซีนสำหรับผู้ใหญ่: สรุปสั้นว่าทำไมยังต้องฉีด และคุยกับหมออย่างไร

ฉบับย่อของเรื่องวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ สรุปว่าทำไมภูมิคุ้มกันถึงลดลงตามวัย วัคซีนกลุ่มไหนที่มักเกี่ยวข้องกับผู้ใหญ่ ทำไมวัคซีนปกป้องทั้งตัวคุณและคนรอบข้าง และจะเริ่มคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรให้เหมาะกับตัวคุณได้อย่างไร

อ่านบทความ

ตรวจสอบได้

แหล่งอ้างอิงสำหรับบทความนี้

  1. 1 Gupta K et al. International Clinical Practice Guidelines for the Treatment of Acute Uncomplicated Cystitis and Pyelonephritis in Women (IDSA/ESCMID) (Clin Infect Dis 2011, PMID 21292654) pubmed.ncbi.nlm.nih.gov
  2. 2 StatPearls (NCBI Bookshelf NBK470195): Uncomplicated Urinary Tract Infections ncbi.nlm.nih.gov
  3. 3 NIDDK (NIH): Bladder Infection (Urinary Tract Infection) in Adults niddk.nih.gov

ตรวจสอบโดย Health Coach : A888