CLUB120

ค้นหา

ค้นหาคำถามสุขภาพที่คุณสนใจ

โภชนาการ gastritis
โภชนาการ ca109 9 กรกฎาคม 2569 อ่าน 18 นาที
ca109

โรคกระเพาะอักเสบ: ทำไมสาเหตุที่แท้จริงมักไม่ใช่แค่เครียดกับกินเผ็ด และดูแลอย่างไร

โรคกระเพาะอักเสบคือการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ซึ่งสาเหตุสำคัญมักมาจากการติดเชื้อ H. pylori หรือยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID มากกว่าแค่ความเครียดและของเผ็ด บทความนี้อธิบายว่ากระเพาะอักเสบคืออะไร ทำไมต้องหาสาเหตุ วินิจฉัยอย่างไร ดูแลและรักษาร่วมกับแพทย์อย่างไร และสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบไปพบแพทย์

ฉบับสรุป อ่านเหตุผลและงานวิจัยเต็ม

หลังกินข้าวไม่นาน คุณรู้สึกแสบหรือปวดตรงลิ้นปี่ บางครั้งจุกแน่นเหมือนอาหารไม่ย่อย บางวันก็คลื่นไส้ กินได้นิดเดียวก็อิ่ม หลายคนเรียกรวมๆ ว่าโรคกระเพาะ และมักสรุปเองว่าเป็นเพราะเครียดกับกินเผ็ด แล้วก็หายามากินเองเวลาปวด แต่ความจริงที่งานวิจัยชี้ไว้อาจต่างจากที่เข้าใจกันพอสมควร

บทความนี้จะพาคุณไปดูทีละชั้น ว่ากระเพาะอักเสบคืออะไร สาเหตุที่แท้จริงมักมาจากอะไร ทำไมการหาสาเหตุจึงสำคัญกว่าการกดอาการ และมีอะไรที่คุณดูแลตัวเองได้จริง โดยไม่ลืมว่าเรื่องนี้ต้องอาศัยแพทย์ในการวินิจฉัยและรักษา

โรคกระเพาะอักเสบคืออะไร

กระเพาะอักเสบ หรือ gastritis คือภาวะที่เยื่อบุผนังกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบ เยื่อบุนี้ปกติมีชั้นเมือกคอยปกป้องผนังกระเพาะจากกรดที่ใช้ย่อยอาหาร เมื่อเกิดการอักเสบ ชั้นป้องกันนี้ทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิม ผนังกระเพาะจึงระคายเคืองและบางครั้งเป็นแผลถลอกได้

ภาวะนี้แบ่งกว้างๆ เป็นสองแบบ แบบเฉียบพลันคือเกิดขึ้นเร็วและมักหายได้เมื่อเอาต้นเหตุออก ส่วนแบบเรื้อรังคือค่อยเป็นค่อยไปและคงอยู่นาน ซึ่งแบบเรื้อรังนี้เองที่มักเชื่อมโยงกับการติดเชื้อบางอย่าง และมีผลระยะยาวที่ควรใส่ใจ

สาเหตุที่แท้จริงมักไม่ใช่แค่เครียดกับกินเผ็ด

จุดที่หลายคนเข้าใจคลาดเคลื่อนคือ กระเพาะอักเสบที่มีความสำคัญทางการแพทย์ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากความเครียดหรือของเผ็ดเพียงอย่างเดียว สาเหตุหลักที่งานวิจัยชี้ไว้มีสองอย่าง

อย่างแรกคือการติดเชื้อแบคทีเรียชื่อ เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori) หรือที่มักเรียกสั้นๆ ว่า H. pylori ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยมากของกระเพาะอักเสบเรื้อรัง เชื้อนี้อาศัยอยู่ในชั้นเมือกของกระเพาะและทำให้เกิดการอักเสบต่อเนื่องเป็นปีๆ โดยหลายคนไม่รู้ตัว เพราะอาจไม่มีอาการชัด

อย่างที่สองคือยาแก้ปวดลดการอักเสบกลุ่ม NSAID เช่น ยาแก้ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ รวมถึงแอสไพริน ยากลุ่มนี้ไปลดสารที่ช่วยปกป้องเยื่อบุกระเพาะ การใช้บ่อยหรือใช้ต่อเนื่องจึงเพิ่มโอกาสเกิดกระเพาะอักเสบและแผลได้

นอกจากสองสาเหตุหลักนี้ ยังมีสาเหตุอื่นที่พบได้ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก ภาวะเจ็บป่วยรุนแรงหรือความเครียดทางกายในผู้ป่วยหนักที่นอนโรงพยาบาล กระเพาะอักเสบจากภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง (autoimmune) และภาวะน้ำดีไหลย้อนขึ้นมาที่กระเพาะ การรู้ว่าต้นเหตุมีได้หลายอย่าง ช่วยให้เห็นว่าทำไมการเดาเองแล้วรักษาเองจึงไม่ตรงจุดเสมอไป

อาการเป็นอย่างไร และต่างจากแผลในกระเพาะอย่างไร

เมื่อมีอาการ กระเพาะอักเสบมักแสดงออกเป็นอาการปวดหรือแสบตรงบริเวณลิ้นปี่ ซึ่งเรียกรวมว่าอาการอาหารไม่ย่อย (dyspepsia) ร่วมกับคลื่นไส้ จุกแน่น หรือรู้สึกอิ่มเร็ว แต่ที่สำคัญคือบางคนอาจไม่มีอาการเลยก็ได้ โดยเฉพาะแบบเรื้อรัง ในบางกรณีที่เยื่อบุถลอกเป็นแผล อาจมีเลือดออกในกระเพาะได้

หลายคนสับสนระหว่างกระเพาะอักเสบกับแผลในกระเพาะอาหาร (peptic ulcer) สองอย่างนี้เกี่ยวข้องกันและมีสาเหตุร่วมกันบ่อย โดยเฉพาะ H. pylori และยา NSAID แต่ก็เป็นคนละภาวะกัน กระเพาะอักเสบคือการอักเสบของเยื่อบุ ส่วนแผลในกระเพาะคือการที่เยื่อบุถูกทำลายลึกลงไปจนเป็นแผลชัดเจน การแยกให้ชัดต้องอาศัยการตรวจโดยแพทย์

ทำไมต้องหาสาเหตุ ไม่ใช่แค่กดอาการ

เหตุผลที่การหาต้นเหตุสำคัญ ไม่ใช่แค่เพื่อให้หายปวดเร็ว แต่เพราะกระเพาะอักเสบเรื้อรังบางแบบมีผลระยะยาว ภาวะกระเพาะอักเสบจากเชื้อ H. pylori ที่เป็นเรื้อรังและไม่ได้รักษา เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ได้รับการยอมรับของมะเร็งกระเพาะอาหาร นี่คือเหตุผลสำคัญที่การตรวจหาและกำจัดเชื้อจึงมีคุณค่ามากกว่าการกลบอาการไว้เฉยๆ

นอกจากนี้ กระเพาะอักเสบชนิดภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง อาจส่งผลต่อการดูดซึมวิตามินบี 12 จนเกิดภาวะขาดวิตามินบี 12 ได้ ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่การรู้สาเหตุที่แท้จริงช่วยให้ดูแลได้ครบด้าน ไม่ใช่แค่เรื่องอาการปวดท้อง

วินิจฉัยอย่างไร

การวินิจฉัยกระเพาะอักเสบและการหาสาเหตุต้องอาศัยแพทย์ เครื่องมือที่ใช้บ่อยคือการตรวจหาเชื้อ H. pylori ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น การตรวจลมหายใจ การตรวจอุจจาระ หรือการตรวจจากชิ้นเนื้อระหว่างส่องกล้อง ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน (endoscopy) ร่วมกับการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ เพื่อดูเยื่อบุกระเพาะโดยตรงและแยกภาวะอื่นออกไป

การเลือกว่าจะตรวจอะไร ขึ้นกับอายุ อาการ ปัจจัยเสี่ยง และสัญญาณเตือนต่างๆ ที่แพทย์ประเมิน จึงไม่ควรสรุปเองจากอาการเพียงอย่างเดียว

ดูแลและรักษาอย่างไร

หลักการดูแลกระเพาะอักเสบคือรักษาที่ต้นเหตุเป็นหลัก ไม่ใช่แค่บรรเทาอาการ

ถ้าตรวจพบเชื้อ H. pylori แนวทางเวชปฏิบัติ เช่น แนวทางของ ACG ปี 2017 แนะนำให้กำจัดเชื้อด้วยยาปฏิชีวนะหลายชนิดร่วมกันตามที่แพทย์สั่ง ร่วมกับยาลดกรด การใช้ยาปฏิชีวนะกำจัดเชื้อต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ทั้งเรื่องชนิดยา สูตรยา และระยะเวลา ห้ามหยิบยาปฏิชีวนะที่เหลือจากครั้งก่อนมากินเอง เพราะการกินไม่ครบสูตรหรือไม่ถูกต้อง อาจทำให้เชื้อดื้อยาและรักษายากขึ้น

ถ้าสาเหตุมาจากยา NSAID แพทย์อาจพิจารณาหยุดหรือปรับยา ร่วมกับการให้ยาลดกรดเพื่อให้เยื่อบุกระเพาะได้ฟื้นตัว ยาลดกรดกลุ่มนี้เป็นยาที่แพทย์เป็นผู้พิจารณาสั่ง ไม่ควรซื้อมาใช้ต่อเนื่องเองโดยไม่ได้หาสาเหตุ เพราะอาจเป็นการกลบอาการโดยที่ต้นเหตุยังอยู่

ในด้านวิถีชีวิต การลดหรืองดแอลกอฮอล์ และการหลีกเลี่ยงการใช้ยา NSAID พร่ำเพรื่อ เป็นสิ่งที่ช่วยลดการระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะได้ ส่วนเรื่องอาหารรสจัดนั้น อาจทำให้บางคนรู้สึกไม่สบายท้องมากขึ้น แต่ไม่ได้เป็นต้นเหตุหลักของการอักเสบ การปรับอาหารจึงเป็นเรื่องของความสบายตัวมากกว่าการรักษาที่ต้นเหตุ

จุดที่ต้องระวัง: กระเพาะอักเสบที่มีความสำคัญส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากแค่ความเครียดหรือของเผ็ด

เช่นเดียวกับแผลในกระเพาะ กระเพาะอักเสบที่มีความสำคัญทางการแพทย์ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุจากการติดเชื้อ H. pylori หรือยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID มากกว่าจะเป็นเพราะความเครียดและอาหารรสจัดเพียงอย่างเดียว การหาสาเหตุที่แท้จริงจึงสำคัญ และภาวะกระเพาะอักเสบจากเชื้อ H. pylori ที่เป็นเรื้อรังโดยไม่ได้รักษา เป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งของมะเร็งกระเพาะอาหาร นี่คือเหตุผลที่ควรตรวจหาและรักษาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่แค่กดอาการไว้ ที่มา StatPearls (NBK544250), แนวทาง ACG ปี 2017 (PMID 28071659)

สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบไปพบแพทย์

มีสัญญาณบางอย่างที่บอกว่าอาจมีเลือดออกในทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที ได้แก่

  1. อุจจาระสีดำเหมือนยางมะตอย
  2. อาเจียนเป็นเลือด หรืออาเจียนมีลักษณะคล้ายกากกาแฟ
  3. ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน
  4. หน้ามืด ใจสั่น หรือรู้สึกจะเป็นลม

ถ้ามีอาการเหล่านี้ อย่ารอดูอาการ ควรไปห้องฉุกเฉินหรือพบแพทย์โดยเร็ว

เมื่อไหร่ควรปรึกษาแพทย์ และเริ่มดูแลตัวเองได้อย่างไร

ควรปรึกษาแพทย์ถ้าคุณมีอาการปวดหรือแสบลิ้นปี่ จุกแน่น หรืออาหารไม่ย่อยที่เป็นต่อเนื่องหรือเป็นซ้ำๆ โดยเฉพาะถ้าเคยกินยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID เป็นประจำ สิ่งที่คุณทำได้มีดังนี้

  1. ไปพบแพทย์เมื่อมีอาการไม่สบายบริเวณลิ้นปี่ที่เป็นเรื้อรังหรือเป็นซ้ำ
  2. สอบถามแพทย์เรื่องการตรวจหาเชื้อ H. pylori
  3. ระมัดระวังการใช้ยา NSAID เป็นประจำ และแจ้งแพทย์ว่าคุณใช้ยาอะไรอยู่บ้าง
  4. ลดหรือจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์
  5. อย่าเพิกเฉยต่อสัญญาณเตือนเรื่องเลือดออกที่กล่าวไว้ข้างต้น

การจะดูแลกระเพาะอักเสบให้ตรงจุด เริ่มจากการเข้าใจว่ามันมักมีต้นเหตุที่หาได้และรักษาได้ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทนหรือกดอาการไปเรื่อยๆ ก้าวแรกที่ทำได้เลยคือจดอาการของคุณ ว่าปวดตอนไหน สัมพันธ์กับมื้ออาหารหรือยาที่ใช้อย่างไร แล้วนำข้อมูลนั้นไปคุยกับแพทย์ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงร่วมกัน

เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่คำแนะนำแทนการปรึกษาแพทย์ การวินิจฉัยและการรักษากระเพาะอักเสบ รวมถึงการตัดสินใจเรื่องยาลดกรดและยาปฏิชีวนะกำจัดเชื้อ ควรทำร่วมกับแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์เสมอ

ตรวจสอบโดย Health Coach : A888

อ่านต่อ

อ่านต่อในหมวดเดียวกัน

โภชนาการ 16 กรกฎาคม 2569 อ่าน 5 นาที

ใยอาหารกับลำไส้และเมตาบอลิก: สรุปสั้นเรื่อง LDL น้ำตาลหลังมื้อ จุลินทรีย์ และความอิ่ม

ฉบับย่อของใยอาหารกับลำไส้และเมตาบอลิก สรุปว่าใยชนิดละลายน้ำและข้นหนืดสัมพันธ์กับการลด LDL คอเลสเตอรอล การชะลอน้ำตาลหลังมื้อ การสร้างกรดไขมันสายสั้นจากจุลินทรีย์ในลำไส้ และความอิ่มอย่างไร พร้อมขนาดผลระดับประชากร ข้อจำกัด กลุ่มที่ควรระวัง และวิธีเริ่มค่อยๆ เพิ่มใยพร้อมดื่มน้ำ โดยเน้นว่าตัวเลขเป็นแนวทางที่ควรปรับร่วมกับแพทย์หรือนักโภชนาการ

อ่านบทความ
โภชนาการ 9 กรกฎาคม 2569 อ่าน 5 นาที

คาเฟอีนกับสุขภาพ: สรุปสั้นว่ามันทำงานอย่างไร ดื่มแค่ไหนพอดี และใครควรระวัง

ฉบับย่อของคาเฟอีนกับสุขภาพ สรุปว่าคาเฟอีนทำงานอย่างไร อยู่ที่ไหนบ้าง ปริมาณที่มักอ้างว่าพอดีสำหรับผู้ใหญ่สุขภาพดีคือเท่าไร ทำไมดื่มมากหรือดื่มดึกถึงรบกวนการนอนและใจสั่น ใครควรดื่มน้อยลงหรือเลี่ยง และเริ่มดูแลตัวเองได้อย่างไร โดยมองตัวเลขเป็นแนวทางที่แพทย์ปรับให้เหมาะกับแต่ละคน

อ่านบทความ
โภชนาการ 9 กรกฎาคม 2569 อ่าน 5 นาที

โรคเซลิแอค: สรุปสั้นว่าคืออะไร วินิจฉัยอย่างไร ทำไมต้องตรวจก่อนเลิกกลูเตน และดูแลอย่างไร

ฉบับย่อของโรคเซลิแอค สรุปว่าเซลิแอคคือโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองที่กลูเตนไปทำร้ายลำไส้เล็ก อาการมีได้กว้างแค่ไหน วินิจฉัยอย่างไร ทำไมต้องตรวจในขณะที่ยังกินกลูเตนอยู่ และเริ่มดูแลตัวเองได้อย่างไร

อ่านบทความ

ตรวจสอบได้

แหล่งอ้างอิงสำหรับบทความนี้

  1. 1 Chey WD et al. ACG Clinical Guideline: Treatment of Helicobacter pylori Infection (Am J Gastroenterol 2017, PMID 28071659) pubmed.ncbi.nlm.nih.gov
  2. 2 StatPearls (NCBI Bookshelf NBK544250): Gastritis ncbi.nlm.nih.gov

ตรวจสอบโดย Health Coach : A888