ปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง: ทำไมภาพสแกนไม่ใช่คำตอบทั้งหมด และดูแลอย่างไรให้ค่อยๆ ดีขึ้น
อาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง คือปวดที่เป็นต่อเนื่องนานกว่าราว 12 สัปดาห์ และส่วนใหญ่เป็นแบบไม่จำเพาะที่หาสาเหตุร้ายแรงจุดเดียวไม่พบ บทความนี้อธิบายว่าทำไมภาพเอกซเรย์หรือ MRI มักไม่ใช่คำตอบ สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์ ทำไมการขยับตัวดีกว่าการนอนพักนานๆ และแนวทาง ACP ปี 2017 ที่เน้นวิธีที่ไม่ใช่ยาเป็นหลัก

อาการปวดหลังส่วนล่างตื้อๆ ตรงนั้นอยู่กับคุณมาหลายเดือนแล้ว บางวันก็พอทนไหว บางวันแค่ลุกจากเก้าอี้หรือก้มหยิบของก็เสียวไปทั้งหลัง คุณอาจเคยไปเอกซเรย์หรือทำ MRI แล้วได้ยินคำว่าหมอนรองกระดูกเสื่อมหรือหมอนรองกระดูกปลิ้น จนเริ่มกลัวว่าถ้าขยับตัวมากไปหลังจะยิ่งพัง เลยเลือกที่จะนอนพักและระวังตัวไปหมดทุกอย่าง
อาการปวดหลังส่วนล่างเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยมากจนเรียกได้ว่าเกือบทุกคนต้องเจอสักครั้งในชีวิต บทความนี้จะพาคุณไปดูทีละชั้น ว่าปวดหลังเรื้อรังคืออะไร ทำไมภาพจากเครื่องสแกนถึงไม่ใช่คำตอบทั้งหมด สัญญาณไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ และแนวทางดูแลที่งานวิจัยสนับสนุนว่าได้ผลจริง ข่าวดีที่อยากบอกก่อนคือ ปวดหลังส่วนล่างส่วนใหญ่ค่อยๆ ดีขึ้นได้ และการเข้าใจว่าอะไรช่วยอะไรไม่ช่วย คือก้าวแรกที่ทำให้คุณกลับมาขยับตัวได้อย่างมั่นใจ
ปวดหลังเรื้อรังคืออะไร และคำว่า ไม่จำเพาะ หมายความว่าอย่างไร
แพทย์มักแบ่งอาการปวดหลังตามระยะเวลา อาการที่เพิ่งเป็นและมักทุเลาในไม่กี่สัปดาห์เรียกว่าปวดหลังเฉียบพลัน ส่วนอาการปวดหลังส่วนล่างที่เป็นต่อเนื่องนานกว่าราว 12 สัปดาห์ ถือว่าเข้าข่ายปวดหลังเรื้อรัง ซึ่งเป็นกลุ่มที่บทความนี้พูดถึงเป็นหลัก
สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ ปวดหลังส่วนล่างส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า ไม่จำเพาะ หรือ non-specific แปลว่าเมื่อประเมินแล้วไม่พบสาเหตุเชิงโครงสร้างที่ร้ายแรงชัดเจนเพียงจุดเดียวที่อธิบายอาการได้ทั้งหมด นี่ไม่ได้แปลว่าอาการปวดของคุณไม่จริงหรือหาสาเหตุไม่ได้ แต่แปลว่าอาการมักมาจากหลายปัจจัยรวมกัน เช่น กล้ามเนื้อและเอ็นที่ตึงล้า ท่าทางการใช้งาน ความเครียด การนอน และระดับการเคลื่อนไหวในแต่ละวัน
การรู้ว่าอาการเป็นแบบ ไม่จำเพาะ จริงๆ แล้วเป็นข่าวที่เบาใจได้ เพราะมันมักหมายความว่าไม่ได้มีอะไรร้ายแรงกำลังพังอยู่ในหลังของคุณ และแนวทางดูแลจึงเน้นไปที่การช่วยให้ร่างกายกลับมาทำงานได้ดีขึ้น มากกว่าการตามหาจุดเสียเพียงจุดเดียวเพื่อซ่อม
ทำไมภาพเอกซเรย์หรือ MRI จึงไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
หลายคนคิดว่าถ้าปวดหลังต้องรีบไปเอกซเรย์หรือทำ MRI เพื่อหาสาเหตุให้เจอ แต่สำหรับอาการปวดหลังส่วนล่างทั่วไปที่ไม่มีสัญญาณอันตราย การรีบทำภาพตั้งแต่แรกมักไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้น และบางครั้งกลับสร้างปัญหาเพิ่ม
เหตุผลคือสิ่งที่เห็นในภาพ เช่น หมอนรองกระดูกเสื่อม หมอนรองกระดูกปลิ้น หรือกระดูกงอก พบได้บ่อยมากแม้ในคนที่ไม่มีอาการปวดหลังเลย พูดอีกอย่างคือสิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนริ้วรอยตามวัยของกระดูกสันหลัง ที่พบได้ตามธรรมชาติเมื่ออายุมากขึ้น การเห็นคำเหล่านี้ในใบผลจึงไม่ได้แปลว่ามันคือต้นเหตุของอาการปวดเสมอไป
ปัญหาที่ตามมาคือ เมื่อเห็นคำที่ฟังดูน่ากลัวในใบผล หลายคนยิ่งกังวล ยิ่งกลัวการขยับตัว และความกลัวนี้เองที่บางครั้งนำไปสู่การตรวจเพิ่มหรือหัตถการที่ไม่จำเป็น ด้วยเหตุนี้แนวทางสากลจึงแนะนำให้ทำภาพเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์จริงๆ เท่านั้น ไม่ใช่ทำกับทุกคนที่ปวดหลัง
จุดที่ต้องระวัง: สำหรับอาการปวดหลังส่วนล่างทั่วไปที่ไม่มีสัญญาณอันตราย การรีบทำภาพเอกซเรย์หรือ MRI ตั้งแต่แรกมักไม่ช่วยให้ผลลัพธ์ดีขึ้น
ภาพจากเครื่องสแกนมักเจอสิ่งที่ฟังดูน่ากลัว เช่น หมอนรองกระดูกเสื่อมหรือปลิ้น ทั้งที่สิ่งเหล่านี้พบได้บ่อยแม้ในคนที่ไม่มีอาการปวด การทำภาพเร็วเกินไปในคนที่ไม่มีสัญญาณอันตราย จึงมักเพิ่มความกังวลและอาจนำไปสู่หัตถการที่ไม่จำเป็น มากกว่าจะช่วยให้หายเร็วขึ้น การทำภาพควรมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์และตัดสินใจร่วมกับแพทย์ ที่มา แนวทาง ACP ปี 2017 (PMID 28192789), StatPearls
สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบไปพบแพทย์
แม้ปวดหลังส่วนใหญ่จะไม่อันตราย แต่มีบางสัญญาณที่บอกว่าควรรีบไปพบแพทย์ ไม่ควรรอดูอาการเอง ได้แก่
- ขาอ่อนแรงหรือชา โดยเฉพาะถ้าเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ
- กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่ หรือรู้สึกชาบริเวณรอบก้นและอวัยวะเพศ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะเส้นประสาทถูกกดทับที่เรียกว่า cauda equina และถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที
- ปวดหลังหลังได้รับอุบัติเหตุรุนแรง เช่น ตกจากที่สูงหรืออุบัติเหตุรถยนต์
- มีไข้ร่วมกับปวดหลัง
- น้ำหนักลดลงมากโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีประวัติเป็นมะเร็ง
สัญญาณเหล่านี้พบได้ไม่บ่อย แต่สำคัญ เพราะอาจบ่งบอกถึงภาวะที่ต้องการการดูแลเร่งด่วน ถ้าคุณมีข้อใดข้อหนึ่ง อย่ารอ ให้ไปพบแพทย์ ยิ่งเป็นเรื่องการกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่ร่วมกับขาอ่อนแรง ยิ่งต้องรีบ
ทำไมการขยับตัวถึงดีกว่าการนอนพักนานๆ
ความเชื่อเก่าที่ว่าปวดหลังต้องนอนพักนิ่งๆ เป็นสิ่งที่งานวิจัยยุคหลังไม่สนับสนุนแล้ว การนอนพักบนเตียงนานๆ กลับมักทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ข้อฝืด และอาการฟื้นตัวช้าลง
สิ่งที่แนวทางสากลแนะนำคือ พยายามคงการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันไว้เท่าที่ทำได้ และค่อยๆ กลับไปทำกิจกรรมตามปกติ การขยับตัวช่วยให้เลือดไหลเวียนดี กล้ามเนื้อรอบหลังได้ทำงาน และช่วยลดความกลัวการเคลื่อนไหวที่มักทำให้อาการยืดเยื้อขึ้น
แน่นอนว่าในวันที่ปวดมาก คุณอาจต้องผ่อนกิจกรรมที่หนักลงบ้าง แต่เป้าหมายคือขยับให้มากเท่าที่ไหว ไม่ใช่หยุดนิ่งไปเลย การเดินเบาๆ การยืดเหยียด และการค่อยๆ เพิ่มกิจกรรม คือแนวทางที่ช่วยให้หลังกลับมาใช้งานได้
แนวทางดูแล เริ่มที่วิธีที่ไม่ใช่ยาเป็นหลัก
แนวทางของ American College of Physicians หรือ ACP ปี 2017 ซึ่งเป็นแนวทางสากลที่ใช้อ้างอิงกันมาก แนะนำให้เริ่มการดูแลอาการปวดหลังเรื้อรังด้วยวิธีที่ไม่ใช่ยาเป็นอันดับแรก
วิธีที่ไม่ใช่ยาที่มีหลักฐานสนับสนุน ได้แก่ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กายภาพบำบัด และแนวทางอื่นๆ เช่น การฟื้นฟูแบบสหสาขา การฝึกสติ ไทเก๊ก โยคะ และการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมหรือ CBT วิธีเหล่านี้ช่วยทั้งเรื่องความแข็งแรงของร่างกายและการจัดการกับความเครียดและความกลัวที่มักพันอยู่กับอาการปวดเรื้อรัง
ส่วนยานั้นถูกจัดเป็นทางเลือกลำดับถัดมา ไม่ใช่ด่านแรก และการเลือกใช้ยาชนิดใด ปริมาณเท่าไร ต้องอยู่ภายใต้การประเมินและติดตามของแพทย์ เพราะยาแต่ละชนิดมีทั้งประโยชน์และผลข้างเคียงที่ต่างกัน ส่วนการฉีดยาหรือการผ่าตัด เป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจร่วมกับแพทย์เฉพาะทางเป็นรายกรณี ไม่ใช่ทางเลือกแรกสำหรับปวดหลังทั่วไป อย่าซื้อยามาใช้เองหรือกดดันให้ตัวเองต้องผ่าตัดโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์อย่างรอบด้าน
ป้องกันและดูแลระยะยาว เริ่มได้ตั้งแต่พรุ่งนี้
การดูแลหลังในระยะยาวไม่ได้ต้องการอะไรซับซ้อน แต่ต้องการความสม่ำเสมอ สิ่งที่ช่วยได้จริงคือการเคลื่อนไหวเป็นประจำ การสร้างกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและหลังให้แข็งแรง การดูแลน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม และการปรับท่าทางการทำงานและการนั่ง
สิ่งที่คุณเริ่มทำได้ตั้งแต่พรุ่งนี้ คือเลือกขยับตัวเบาๆ แทนการนอนพักทั้งวัน ลองประคบอุ่นบริเวณที่ปวดเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว ค่อยๆ สร้างนิสัยการเดินและการออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อหลังและแกนกลางลำตัวเป็นประจำ และปรับท่านั่งทำงานพร้อมลุกขึ้นขยับเป็นระยะ ไม่นั่งท่าเดิมนานเกินไป ก้าวเล็กๆ ที่ทำได้ต่อเนื่องเหล่านี้มีค่ามากกว่าการหักโหมเป็นครั้งคราว
เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่คำแนะนำแทนการปรึกษาแพทย์ การวินิจฉัยและการดูแลอาการปวดหลัง รวมถึงการตัดสินใจเรื่องยา การฉีดยา หรือการผ่าตัด ควรทำร่วมกับแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์เสมอ



อ่านต่อ
อ่านต่อในหมวดเดียวกัน

กลุ่มอาการเส้นประสาทข้อมือถูกกดทับ: สรุปสั้นว่าคืออะไร เกิดจากอะไร และดูแลอย่างไร
ฉบับย่อของ carpal tunnel syndrome หรือกลุ่มอาการเส้นประสาทข้อมือถูกกดทับ สรุปว่าคืออะไร ทำไมนิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลางถึงชาโดยเฉพาะตอนกลางคืน ใครเสี่ยง วินิจฉัยโดยแพทย์อย่างไร แนวทางดูแลตั้งแต่เฝือกข้อมือถึงการผ่าตัด และเริ่มดูแลตัวเองได้อย่างไร
อ่านบทความ
ข้อเข่าเสื่อม: สรุปสั้นว่าคืออะไร อาการเป็นอย่างไร และดูแลอย่างไร
ฉบับย่อของข้อเข่าเสื่อม สรุปว่ามันคืออะไร อาการเป็นอย่างไร ต่างจากข้ออักเสบรูมาตอยด์ตรงไหน อะไรทำให้เสี่ยง และทำไมการขยับตัวจึงเป็นการดูแลอันดับแรกที่ทำร่วมกับแพทย์ได้
อ่านบทความ
พังผืดฝ่าเท้าอักเสบ (รองช้ำ): สรุปสั้นว่าคืออะไร ทำไมเจ็บตอนก้าวแรก และดูแลอย่างไร
ฉบับย่อของพังผืดฝ่าเท้าอักเสบ หรือรองช้ำ สรุปว่าคืออะไร ทำไมเจ็บตอนก้าวแรกของวัน ใครเสี่ยง วินิจฉัยอย่างไร ทำไมกระดูกงอกที่ส้นเท้ามักไม่ใช่ตัวการ และเริ่มดูแลตัวเองได้อย่างไร
อ่านบทความตรวจสอบได้
แหล่งอ้างอิงสำหรับบทความนี้
- 1 Qaseem A et al. Noninvasive Treatments for Acute, Subacute, and Chronic Low Back Pain: A Clinical Practice Guideline from the American College of Physicians (Ann Intern Med 2017, PMID 28192789) pubmed.ncbi.nlm.nih.gov
- 2 StatPearls (NCBI Bookshelf NBK538173): Low Back Pain, Evaluation and Management ncbi.nlm.nih.gov
- 3 NIAMS (NIH): Back Pain niams.nih.gov
ตรวจสอบโดย Health Coach : A888