CLUB120

ค้นหา

ค้นหาคำถามสุขภาพที่คุณสนใจ

โภชนาการ peptic-ulcer-h-pylori
โภชนาการ ca091 9 กรกฎาคม 2569 อ่าน 19 นาที
ca091

แผลในกระเพาะอาหารกับเชื้อ H. pylori: สาเหตุที่แท้จริงคืออะไร และดูแลอย่างไรให้ตรงจุด

แผลในกระเพาะอาหารคือแผลเปิดในเยื่อบุกระเพาะหรือลำไส้เล็กส่วนต้น สาเหตุหลักไม่ใช่ความเครียดหรืออาหารเผ็ดอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่มักมาจากเชื้อ H. pylori หรือการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID บทความนี้อธิบายว่าแผลเกิดขึ้นได้อย่างไร มีอาการและภาวะแทรกซ้อนแบบไหน วินิจฉัยด้วยวิธีใด และดูแลรักษาร่วมกับแพทย์อย่างไร

ฉบับสรุป อ่านเหตุผลและงานวิจัยเต็ม

คุณรู้สึกปวดแสบหรือปวดจุกบริเวณลิ้นปี่อยู่บ่อยๆ บางครั้งปวดตอนท้องว่าง บางครั้งปวดหลังกินอาหาร มีอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือคลื่นไส้ร่วมด้วย คุณอาจเคยคิดว่าเป็นเพราะกินเผ็ดไป หรือเครียดมากเกินไป แล้วก็ปล่อยผ่าน หรือซื้อยาลดกรดมากินเองไปเรื่อยๆ แต่จริงๆ แล้วอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของแผลในกระเพาะอาหาร ซึ่งมีสาเหตุที่แท้จริงต่างจากที่หลายคนเข้าใจ

บทความนี้จะพาคุณไปดูทีละชั้น ว่าแผลในกระเพาะอาหารคืออะไร ทำไมความเครียดและอาหารเผ็ดจึงไม่ใช่สาเหตุหลักอย่างที่เชื่อกันมานาน อาการและภาวะแทรกซ้อนที่ควรระวังมีอะไรบ้าง วินิจฉัยด้วยวิธีใด และมีแนวทางดูแลรักษาร่วมกับแพทย์อย่างไร ข่าวที่อยากบอกก่อนคือ เมื่อรู้สาเหตุที่แท้จริง แผลในกระเพาะอาหารส่วนใหญ่ดูแลให้หายได้ และการเข้าใจกลไกของมันคือก้าวแรกที่ทำให้การดูแลตรงจุด

แผลในกระเพาะอาหารคืออะไร

แผลในกระเพาะอาหาร หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า peptic ulcer คือแผลเปิดที่เกิดขึ้นในเยื่อบุของทางเดินอาหารส่วนบน ถ้าแผลอยู่ในกระเพาะอาหารเราเรียกว่าแผลกระเพาะ หรือ gastric ulcer ถ้าแผลอยู่ในลำไส้เล็กส่วนต้นซึ่งเป็นส่วนแรกถัดจากกระเพาะ เราเรียกว่าแผลลำไส้เล็กส่วนต้น หรือ duodenal ulcer ทั้งสองแบบรวมเรียกว่าแผลเปปติก

โดยปกติเยื่อบุทางเดินอาหารมีชั้นเมือกและกลไกป้องกันตัวเองจากกรดในกระเพาะที่ใช้ย่อยอาหาร แผลจะเกิดขึ้นเมื่อสมดุลระหว่างกรดกับการป้องกันของเยื่อบุเสียไป จนกรดกัดเยื่อบุเป็นแผลเปิด นี่คือเหตุผลที่การดูแลรักษามักเกี่ยวกับการลดกรดและการจัดการต้นเหตุที่ทำให้เยื่อบุอ่อนแอลง

สาเหตุที่แท้จริงไม่ใช่ความเครียดหรืออาหารเผ็ด

ความเชื่อเดิมที่ส่งต่อกันมานานคือแผลในกระเพาะเกิดจากความเครียดหรือการกินเผ็ด แต่ความเข้าใจทางการแพทย์เปลี่ยนไปมากแล้ว งานวิจัยชี้ว่าสาเหตุหลักของแผลเปปติกมี 2 อย่าง

อย่างแรกคือการติดเชื้อแบคทีเรียชื่อ Helicobacter pylori หรือเรียกสั้นๆ ว่า H. pylori ซึ่งเป็นเชื้อในกระเพาะอาหารที่พบได้บ่อยทั่วโลก เชื้อนี้อาศัยอยู่ในชั้นเมือกของกระเพาะและทำให้เยื่อบุอักเสบเรื้อรัง จนป้องกันตัวเองจากกรดได้น้อยลงและเกิดแผลตามมา หลายคนที่มีเชื้อนี้อาจไม่มีอาการเลย แต่ในบางคนเชื้อก็นำไปสู่แผลได้

อย่างที่สองคือการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID เป็นประจำ ย่อมาจาก nonsteroidal anti-inflammatory drugs เช่น ไอบูโพรเฟน หรือแอสไพริน ยากลุ่มนี้ช่วยลดปวดลดอักเสบได้ดี แต่ถ้าใช้ต่อเนื่องเป็นประจำก็ไปรบกวนกลไกป้องกันของเยื่อบุกระเพาะ ทำให้เกิดแผลได้ง่ายขึ้น

ส่วนความเครียดและอาหารเผ็ด แม้จะทำให้อาการกำเริบหรือรู้สึกไม่สบายท้องมากขึ้นได้ในบางคน แต่งานวิจัยไม่ได้จัดว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดแผล การเข้าใจตรงนี้สำคัญ เพราะถ้ามัวโทษแต่ความเครียดหรืออาหาร คุณอาจมองข้ามการตรวจหาเชื้อ H. pylori หรือการทบทวนการใช้ยาแก้ปวด ซึ่งเป็นต้นเหตุที่แก้ไขได้จริง

อาการที่ควรสังเกต

อาการที่พบบ่อยที่สุดคือความรู้สึกปวดแสบหรือปวดจุกบริเวณกลางท้องส่วนบน ใต้ลิ้นปี่ อาการปวดนี้มักสัมพันธ์กับมื้ออาหาร บางคนปวดมากตอนท้องว่างหรือกลางดึก บางคนอาการเปลี่ยนไปหลังกินอาหาร นอกจากปวดแล้วอาจมีอาการท้องอืด แน่นท้อง คลื่นไส้ หรือรู้สึกอิ่มเร็วกว่าปกติร่วมด้วย

จุดที่ต้องรู้คือแผลบางชนิดอาจไม่แสดงอาการชัดเจน และเงียบอยู่จนกระทั่งเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น มีเลือดออก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่ใช้ยาแก้ปวด NSAID เป็นประจำ ด้วยเหตุนี้ ถ้าคุณมีอาการปวดท้องส่วนบนที่เป็นเรื้อรังหรือกลับมาเป็นซ้ำ จึงไม่ควรนิ่งนอนใจ

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

แผลในกระเพาะอาหารส่วนใหญ่ดูแลให้หายได้ แต่ถ้าปล่อยไว้โดยไม่ดูแล อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ 3 อย่างหลัก อย่างแรกคือมีเลือดออก เมื่อแผลกัดลึกจนถึงเส้นเลือด อย่างที่สองคือกระเพาะหรือลำไส้ทะลุ ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่อันตราย และอย่างที่สามคือการอุดตันของทางเดินอาหาร ทำให้อาหารผ่านไม่สะดวก

สัญญาณเตือนของภาวะฉุกเฉินที่คุณต้องรีบไปพบแพทย์ทันที ได้แก่ อุจจาระสีดำคล้ายยางมะตอยหรือมีเลือดปน อาเจียนเป็นเลือดหรืออาเจียนที่มีลักษณะคล้ายกากกาแฟ ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน หรือหน้ามืดจะเป็นลม สัญญาณเหล่านี้อาจบ่งบอกถึงเลือดออกหรือการทะลุ ซึ่งต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน อย่ารอดูอาการเอง

วินิจฉัยอย่างไร

การวินิจฉัยแผลในกระเพาะอาหารและการหาสาเหตุต้องทำโดยแพทย์ วิธีที่ใช้บ่อยคือการตรวจหาเชื้อ H. pylori ซึ่งทำได้หลายแบบ เช่น การตรวจลมหายใจ การตรวจอุจจาระ หรือการตรวจจากชิ้นเนื้อผ่านการส่องกล้อง ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน เพื่อดูแผลโดยตรงและเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อ โดยเฉพาะเมื่อมีสัญญาณเตือนหรือในผู้ที่อายุมากขึ้น

การตรวจแบบใดเหมาะกับใครขึ้นอยู่กับอาการ อายุ และปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมิน การวินิจฉัยที่ถูกต้องสำคัญมาก เพราะถ้าพบว่ามีเชื้อ H. pylori การกำจัดเชื้อจะช่วยให้แผลหายและลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้

การดูแลรักษา ทำงานร่วมกับแพทย์

แนวทางการดูแลรักษาแผลในกระเพาะอาหารมุ่งไปที่การจัดการต้นเหตุและช่วยให้แผลหาย โดยต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

ถ้าตรวจพบเชื้อ H. pylori แนวทางสากล เช่น ACG Clinical Guideline ปี 2017 แนะนำให้กำจัดเชื้อด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะหลายชนิดร่วมกัน ควบคู่กับยาลดกรด ตามสูตรที่แพทย์กำหนด การกำจัดเชื้อต้องใช้ยาหลายตัวร่วมกันอย่างครบถ้วนตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น ไม่ใช่การซื้อยาปฏิชีวนะมากินเองหรือกินยาที่เหลือจากครั้งก่อน เพราะการใช้ยาไม่ครบหรือไม่ถูกวิธีอาจทำให้กำจัดเชื้อไม่สำเร็จและเกิดเชื้อดื้อยาได้

ถ้าสาเหตุมาจากยาแก้ปวด NSAID แพทย์อาจแนะนำให้หยุดหรือปรับการใช้ยา ร่วมกับให้ยาลดกรดเพื่อให้แผลหาย การตัดสินใจเรื่องยาทั้งหมดนี้ควรทำร่วมกับแพทย์ เพราะบางคนจำเป็นต้องใช้ยาแก้ปวดหรือแอสไพรินด้วยเหตุผลทางสุขภาพอื่น จึงต้องชั่งน้ำหนักและหาทางดูแลที่เหมาะสม อย่าหยุดยาที่แพทย์สั่งประจำเองโดยไม่ปรึกษา

ยาลดกรดหรือยาลดการหลั่งกรดเป็นอีกส่วนสำคัญที่ช่วยให้เยื่อบุมีโอกาสสมานตัว ส่วนเรื่องอาหาร แม้อาหารจะไม่ใช่สาเหตุหลักของแผล แต่การกินอย่างสม่ำเสมอและหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้อาการกำเริบในตัวคุณ เช่น แอลกอฮอล์หรืออาหารบางอย่างที่คุณสังเกตว่าไม่เข้ากับตัวเอง ก็ช่วยให้รู้สึกสบายท้องขึ้นระหว่างที่แผลกำลังหาย

จุดที่ต้องระวัง: ความเชื่อเดิมที่ว่าแผลในกระเพาะเกิดจากความเครียดหรืออาหารเผ็ด เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเป็นส่วนใหญ่

แผลในกระเพาะอาหารส่วนใหญ่มีสาเหตุจากการติดเชื้อ H. pylori หรือการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID เป็นประจำ ความเครียดและอาหารเผ็ดอาจทำให้อาการกำเริบได้ในบางคน แต่ไม่ใช่สาเหตุหลัก และการกำจัดเชื้อ H. pylori ต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกันตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น ไม่ใช่การซื้อยาปฏิชีวนะมากินเองหรือใช้วิธีรักษาแบบพื้นบ้าน ที่มา ACG Clinical Guideline ปี 2017 (PMID 28071659), StatPearls

เมื่อไหร่ควรปรึกษาแพทย์

ควรปรึกษาแพทย์ถ้าคุณสังเกตเห็นสัญญาณเหล่านี้

  1. ปวดแสบหรือปวดจุกบริเวณลิ้นปี่หรือท้องส่วนบนที่เป็นเรื้อรัง หรือกลับมาเป็นซ้ำ
  2. มีอาการท้องอืด แน่นท้อง คลื่นไส้ หรืออิ่มเร็วผิดปกติร่วมกับอาการปวด
  3. ใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID หรือแอสไพรินเป็นประจำ แล้วมีอาการปวดท้อง
  4. มีสัญญาณเตือนของเลือดออก เช่น อุจจาระสีดำ อาเจียนเป็นเลือดหรือคล้ายกากกาแฟ ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน หรือหน้ามืดจะเป็นลม ซึ่งกรณีนี้ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

สิ่งที่คุณเริ่มทำได้ตั้งแต่พรุ่งนี้ คือถ้ามีอาการปวดท้องส่วนบนที่เป็นเรื้อรัง ให้ไปพบแพทย์เพื่อประเมิน และลองสอบถามแพทย์เรื่องการตรวจหาเชื้อ H. pylori ว่าเหมาะกับกรณีของคุณหรือไม่ อีกก้าวที่ทำได้เลยคือทบทวนว่าคุณใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID บ่อยแค่ไหน และแจ้งให้แพทย์ทราบ เพื่อจะได้ช่วยกันหาทางดูแลที่เหมาะสม และที่สำคัญที่สุด อย่าเพิกเฉยต่อสัญญาณเตือนของเลือดออกที่กล่าวไว้ข้างต้น เพราะการไปพบแพทย์เร็วช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่คำแนะนำแทนการปรึกษาแพทย์ การวินิจฉัยและการดูแลแผลในกระเพาะอาหาร รวมถึงการตัดสินใจเรื่องยาปฏิชีวนะและยาลดกรด ควรทำร่วมกับแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์เสมอ

ตรวจสอบโดย Health Coach : A888

อ่านต่อ

อ่านต่อในหมวดเดียวกัน

โภชนาการ 16 กรกฎาคม 2569 อ่าน 5 นาที

ใยอาหารกับลำไส้และเมตาบอลิก: สรุปสั้นเรื่อง LDL น้ำตาลหลังมื้อ จุลินทรีย์ และความอิ่ม

ฉบับย่อของใยอาหารกับลำไส้และเมตาบอลิก สรุปว่าใยชนิดละลายน้ำและข้นหนืดสัมพันธ์กับการลด LDL คอเลสเตอรอล การชะลอน้ำตาลหลังมื้อ การสร้างกรดไขมันสายสั้นจากจุลินทรีย์ในลำไส้ และความอิ่มอย่างไร พร้อมขนาดผลระดับประชากร ข้อจำกัด กลุ่มที่ควรระวัง และวิธีเริ่มค่อยๆ เพิ่มใยพร้อมดื่มน้ำ โดยเน้นว่าตัวเลขเป็นแนวทางที่ควรปรับร่วมกับแพทย์หรือนักโภชนาการ

อ่านบทความ
โภชนาการ 9 กรกฎาคม 2569 อ่าน 5 นาที

คาเฟอีนกับสุขภาพ: สรุปสั้นว่ามันทำงานอย่างไร ดื่มแค่ไหนพอดี และใครควรระวัง

ฉบับย่อของคาเฟอีนกับสุขภาพ สรุปว่าคาเฟอีนทำงานอย่างไร อยู่ที่ไหนบ้าง ปริมาณที่มักอ้างว่าพอดีสำหรับผู้ใหญ่สุขภาพดีคือเท่าไร ทำไมดื่มมากหรือดื่มดึกถึงรบกวนการนอนและใจสั่น ใครควรดื่มน้อยลงหรือเลี่ยง และเริ่มดูแลตัวเองได้อย่างไร โดยมองตัวเลขเป็นแนวทางที่แพทย์ปรับให้เหมาะกับแต่ละคน

อ่านบทความ
โภชนาการ 9 กรกฎาคม 2569 อ่าน 5 นาที

โรคเซลิแอค: สรุปสั้นว่าคืออะไร วินิจฉัยอย่างไร ทำไมต้องตรวจก่อนเลิกกลูเตน และดูแลอย่างไร

ฉบับย่อของโรคเซลิแอค สรุปว่าเซลิแอคคือโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองที่กลูเตนไปทำร้ายลำไส้เล็ก อาการมีได้กว้างแค่ไหน วินิจฉัยอย่างไร ทำไมต้องตรวจในขณะที่ยังกินกลูเตนอยู่ และเริ่มดูแลตัวเองได้อย่างไร

อ่านบทความ

ตรวจสอบได้

แหล่งอ้างอิงสำหรับบทความนี้

  1. 1 Chey WD et al. ACG Clinical Guideline: Treatment of Helicobacter pylori Infection (Am J Gastroenterol 2017, PMID 28071659) pubmed.ncbi.nlm.nih.gov
  2. 2 StatPearls (NCBI Bookshelf NBK534792): Peptic Ulcer Disease ncbi.nlm.nih.gov
  3. 3 NIDDK (NIH): Peptic Ulcers (Stomach Ulcers) niddk.nih.gov

ตรวจสอบโดย Health Coach : A888