CLUB120

ค้นหา

ค้นหาคำถามสุขภาพที่คุณสนใจ

ฮอร์โมน menopause-perimenopause-mht
ฮอร์โมน ca038 6 กรกฎาคม 2569 อ่าน 27 นาที
ca038

วัยทอง Perimenopause และฮอร์โมนทดแทน MHT: ทำไมความเข้าใจหลังงาน WHI 2002 เปลี่ยนไป

วัยทองคือช่วงเปลี่ยนผ่านที่ฮอร์โมนลดลง อาการเด่นคือร้อนวูบวาบ นอนไม่ดี และอาการช่องคลอด งานวิจัย WHI ปี 2002 เคยทำให้คนกลัวฮอร์โมนทดแทนเรื่องมะเร็งเต้านมและหัวใจ แต่ถ้าเริ่มก่อนอายุ 60 ปีหรือภายใน 10 ปีหลังหมดประจำเดือน ประโยชน์มักมากกว่าความเสี่ยง และยังมีทางเลือกที่ไม่ใช่ฮอร์โมนสำหรับคนที่ใช้ฮอร์โมนไม่ได้ การตัดสินใจต้องคุยกับแพทย์เสมอ

ฉบับสรุป อ่านเหตุผลและงานวิจัยเต็ม

ถึงช่วงหนึ่งของชีวิต ร่างกายผู้หญิงจะเริ่มไม่เหมือนเดิม แล้วพอมีใครเอ่ยคำว่าฮอร์โมนทดแทน หลายคนนึกถึงมะเร็งเต้านมและโรคหัวใจขึ้นมาทันที ความกลัวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ หลังปี 2002 ผู้หญิงและแพทย์จำนวนมากทั่วโลกพากันเลิกใช้ฮอร์โมนทดแทน แต่ความเข้าใจในวันนี้ต่างจากภาพที่คนจำจากตอนนั้นอยู่มาก ระหว่างทางเกิดอะไรขึ้น และข้อมูลชุดใหม่จะช่วยให้คุณคุยกับแพทย์ได้ตรงกับตัวเองมากขึ้นอย่างไร

ก่อนไปต่อ ขอชวนแยกคำให้ชัดสามคำ perimenopause คือช่วงก่อนหมดประจำเดือนที่ฮอร์โมนเริ่มแกว่งและอาการเริ่มมา menopause คือจุดที่ขาดประจำเดือนครบ 12 เดือน และ MHT (menopausal hormone therapy) คือการให้ฮอร์โมนทดแทนเพื่อบรรเทาอาการวัยทอง พอเห็นสามคำนี้ชัดในใจ ส่วนที่เหลือของบทความจะอ่านง่ายขึ้น และคุณจะเห็นว่าเราตีความงานวิจัยใหญ่เปลี่ยนไปอย่างไร วันนี้ใครอาจเหมาะหรือไม่เหมาะกับฮอร์โมนทดแทน

Perimenopause คือช่วงที่ฮอร์โมนเริ่มแกว่งและอาการเริ่มมา Menopause คือจุดที่ไม่มีประจำเดือนครบ 12 เดือน MHT คือฮอร์โมนทดแทนเพื่อบรรเทาอาการวัยทอง

สรุปสั้น 3 บรรทัด

  1. วัยทองเริ่มได้ตั้งแต่อายุ 40 ปลายๆ ช่วงเปลี่ยนผ่านกินเวลาเฉลี่ย 3 ถึง 4 ปี อายุหมดประจำเดือนเฉลี่ยราว 52 ปี อาการเด่นคือร้อนวูบวาบ (พบราว 80 เปอร์เซ็นต์) นอนไม่ดี อารมณ์แปรปรวน และอาการช่องคลอด
  2. งาน WHI ปี 2002 (Women’s Health Initiative งานวิจัยสุขภาพผู้หญิงขนาดใหญ่) ทำให้คนกลัว MHT แต่การตีความใหม่ตาม timing hypothesis (สมมติฐานว่าเวลาที่เริ่มฮอร์โมนมีผลต่อประโยชน์และความเสี่ยง) พบว่าถ้าเริ่มก่อนอายุ 60 ปีหรือภายใน 10 ปีหลังหมดประจำเดือน ประโยชน์มักมากกว่าความเสี่ยง
  3. ความเสี่ยงมะเร็งเต้านมจากสูตรเอสโตรเจนบวกโปรเจสตินที่เพิ่มขึ้นเป็นค่าสัมบูรณ์ที่เล็ก ส่วนเอสโตรเจนเดี่ยวในผู้หญิงที่ตัดมดลูกกลับสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงในงานติดตาม 20 ปี

เรื่องที่ 1: วัยทองคืออะไร และอาการมาอย่างไร

ช่วง perimenopause (ช่วงก่อนหมดประจำเดือนที่ฮอร์โมนเริ่มแกว่ง) เริ่มได้ 8 ถึง 10 ปีก่อนประจำเดือนหมดจริง ส่วนใหญ่เริ่มในวัย 40 ตอนปลาย กินเวลาเฉลี่ย 3 ถึง 4 ปี และบางคนยาวถึง 10 ปี menopause (วัยหมดประจำเดือน) นับเมื่อขาดประจำเดือนครบ 12 เดือน อายุเฉลี่ยอยู่ที่ราว 52 ปี

ถ้าคุณกำลังงงว่าตัวเองอยู่ตรงไหนของเส้นทางนี้ ลองดูอาการที่แบ่งเป็นกลุ่มได้ตามนี้ก่อน

กลุ่มอาการรายละเอียด
ร้อนวูบวาบและเหงื่อกลางคืนพบราว 80 เปอร์เซ็นต์ แต่ละครั้ง 1 ถึง 5 นาที มากสุดช่วง 2 ปีหลังหมดประจำเดือน
นอนไม่ดีสัมพันธ์กับร้อนวูบวาบและฮอร์โมนที่แกว่ง
อารมณ์หงุดหงิด วิตกกังวล ซึมเศร้า
สมองล้าความจำสั้นแย่ลง หาคำพูดยาก มักชั่วคราวและดีขึ้นเอง
อาการช่องคลอดและทางเดินปัสสาวะ (GSM)พบราว 50 เปอร์เซ็นต์ของหญิงหลังหมดประจำเดือน ช่องคลอดแห้ง แสบ ปัสสาวะบ่อย ติดเชื้อง่าย

ถ้าช่วงนี้คุณรู้สึกว่าความจำสั้นลง นึกคำง่ายๆ ไม่ค่อยออก ขอให้ใจเย็นก่อน จุดที่ควรพูดให้ชัด เพื่อไม่ให้ใครตื่นตระหนกเกินจริง คือสมองล้าวัยทองส่วนใหญ่เป็นชั่วคราวและดีขึ้นได้ ไม่ใช่สัญญาณของสมองเสื่อม สิ่งที่คุณทำได้ตั้งแต่วันนี้คือจดว่าอาการกลุ่มไหนรบกวนชีวิตคุณมากที่สุด เพราะรายการนั้นคือสิ่งแรกที่แพทย์อยากรู้เวลาชั่งน้ำหนักทางเลือกให้คุณ

เรื่องที่ 2: เรื่อง WHI 2002 ที่พลิกความเข้าใจ

ตอนปี 2002 บอกอะไร

Women’s Health Initiative เป็นการทดลองแบบสุ่มขนาดใหญ่ แขนเอสโตรเจนบวกโปรเจสติน (CEE บวก MPA ซึ่งเป็นชนิดของเอสโตรเจนและโปรเจสตินที่ใช้ในงานนั้น) มีผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน 16,608 คน อายุ 50 ถึง 79 ปี งานถูกหยุดก่อนกำหนดที่ราว 5.2 ปี เพราะพบความเสี่ยงเพิ่มของมะเร็งเต้านม โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ ข่าวในเวลานั้นเน้นความเสี่ยงสัมพัทธ์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้คนเลิกใช้ MHT กันทั่วโลก

ทำไมการตีความเปลี่ยน

จุดที่หลายคนไม่ทันสังเกตคือ ประชากรในงานไม่ตรงกับคนที่ใช้ MHT ในชีวิตจริง อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม WHI อยู่ราว 63 ปี และหลายคนหมดประจำเดือนมาเกิน 10 ปีแล้ว ขณะที่คนใช้ MHT จริงมักเริ่มในวัย 50 ต้นๆ ใกล้ช่วงหมดประจำเดือน

ลองนึกถึงการเติมน้ำมันเครื่องให้รถ ถ้าเติมตอนเครื่องยังดูแลได้ ผลย่อมต่างจากเติมหลังเครื่องสึกไปนานแล้ว timing hypothesis (สมมติฐานว่าเวลาที่เริ่มฮอร์โมนเทียบกับช่วงหมดประจำเดือนเป็นตัวกำหนดผล) เสนอว่าเวลาเริ่มอาจทำให้ผลออกมาเป็นประโยชน์หรือเป็นความเสี่ยงต่างกัน การทบทวนของ Cochrane พบว่าในกลุ่มที่เริ่มฮอร์โมนภายใน 10 ปีหลังหมดประจำเดือน ความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจลดลงราว 48 เปอร์เซ็นต์ (RR 0.52 โดย RR คือค่าเปรียบเทียบความเสี่ยง) และการตายทุกสาเหตุลดลงราว 30 เปอร์เซ็นต์ (RR 0.70)

ตัวเลขนี้ต้องมาพร้อม caveat (ข้อควรระวังในการตีความ) สำคัญ ผลที่ดีพบเฉพาะในกลุ่มที่เริ่มเร็วเท่านั้น ฮอร์โมนรวมทุกคนไม่ได้ป้องกันหัวใจ และในกลุ่มเริ่มเร็วกลุ่มเดียวกันก็ยังพบความเสี่ยงลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำเพิ่ม (VTE คือลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ RR ราว 1.74)

⚠️ caveat: timing hypothesis ได้หลักฐานจากการทดลองแบบสุ่มตรงๆ เพิ่มขึ้นจากงาน ELITE ซึ่งพบว่า estradiol (เอสโตรเจนชนิดหนึ่ง) ชะลอการหนาตัวของผนังหลอดเลือดแดงเฉพาะกลุ่มที่เริ่มเร็ว (น้อยกว่า 6 ปีหลังหมดประจำเดือน) และไม่มีผลในกลุ่มเริ่มช้า ส่วนงานด้านการป้องกันสมองเสื่อมยังให้ผลเป็นกลาง ไม่ช่วยและไม่ทำร้าย

เรื่องมะเร็งเต้านม แยก incidence จาก mortality

ส่วนที่คนกลัวที่สุดคือมะเร็งเต้านม ตรงนี้ต้องดูตัวเลขให้ครบทั้งสองด้าน งานติดตาม WHI 20 ปีแยกตัวเลขสองสูตรชัดเจน แขนเอสโตรเจนเดี่ยว (ในผู้หญิงที่ตัดมดลูก) สัมพันธ์กับอัตราการเกิดมะเร็งเต้านมที่ลดลง (incidence หรืออัตราการเกิดโรค HR 0.78 หรือลดราว 22 เปอร์เซ็นต์) และอัตราตายจากมะเร็งเต้านมที่ลดลง (mortality หรืออัตราตาย HR 0.60 หรือลดราว 40 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งกลับทิศจากความกลัวเดิม ส่วนสูตรเอสโตรเจนบวกโปรเจสตินสัมพันธ์กับอัตราการเกิดที่เพิ่มขึ้น (incidence HR 1.28 หรือเพิ่มราว 28 เปอร์เซ็นต์)

เรื่องสัมบูรณ์เทียบสัมพัทธ์

ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ฟังดูน่ากลัว แต่พอแปลเป็นจำนวนคนจริงภาพจะต่างไป ความเสี่ยงมะเร็งเต้านมจากสูตรเอสโตรเจนบวกโปรเจสตินที่เพิ่มขึ้น คิดเป็นค่าสัมบูรณ์ราว 8 รายต่อ 10,000 คน-ปี (woman-years หรือจำนวนคนคูณระยะเวลาที่ติดตาม) ความเสี่ยงสัมพัทธ์ที่ฟังน่ากลัวมาจากฐานที่ต่ำ การรายงานความเสี่ยงสัมพัทธ์โดยไม่บอกค่าสัมบูรณ์จึงเป็นต้นเหตุหนึ่งของความตื่นตระหนกในปี 2002 และเป็นบทเรียนเรื่องการสื่อสารความเสี่ยง เวลาคุณอ่านข่าวสุขภาพครั้งหน้า ลองถามหาตัวเลขจำนวนคนจริงเสมอ ภาพจะชัดขึ้นทันที

⚠️ caveat: งานสังเกตขนาดใหญ่ (Collaborative Group, Lancet 2019) ให้กรอบสัมบูรณ์ที่สอนง่าย คนเริ่มอายุ 50 ปีและใช้ 5 ปี เพิ่มมะเร็งเต้านมราว 1 รายต่อผู้ใช้ 50 คนสำหรับสูตรเอสโตรเจนบวกโปรเจสตินรายวัน เทียบกับราว 1 ต่อ 200 คนสำหรับเอสโตรเจนเดี่ยว แต่งานนี้พบเอสโตรเจนเดี่ยว RR 1.33 ซึ่งขัดกับงาน WHI ที่พบความเสี่ยงลดลง ความต่างนี้ยังไม่มีคำตอบ ไม่ควรนำเสนอว่าทุกงานเห็นตรงกัน

เรื่องที่ 3: ฉันทามติวันนี้ และทางเลือกที่ไม่ใช่ฮอร์โมน

ใครเหมาะกับ MHT

ข่าวดีสำหรับคนที่กำลังชั่งใจคือ แนวทาง NAMS 2022 และ IMS 2024 (แนวทางจากสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านวัยทอง) สรุปตรงกันว่า MHT ให้ประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงในผู้หญิงสุขภาพดีอายุต่ำกว่า 60 ปี หรือภายใน 10 ปีหลังหมดประจำเดือน ที่มีอาการรบกวน NAMS 2022 ได้รับการรับรองจากองค์กรนานาชาติมากกว่า 20 องค์กร

ก่อนตัดสินใจ มีสามประเด็นที่ควรถือติดตัวไปคุยกับแพทย์

  • ผู้หญิงที่ยังมีมดลูกต้องเติมโปรเจสตินเพื่อลดความเสี่ยงมะเร็งเยื่อบุมดลูก ส่วนผู้หญิงที่ตัดมดลูกแล้วใช้เอสโตรเจนเดี่ยวได้
  • เอสโตรเจนแบบทาผิว (transdermal หรือให้ยาผ่านผิวหนัง) เสี่ยงลิ่มเลือดต่ำกว่าแบบกิน งานรวมพบแบบกิน RR ราว 1.6 ถึง 2.4 ส่วนแบบทาผิว RR ราว 1.0 หรือไม่เพิ่ม
  • MHT ลดกระดูกหักจากกระดูกพรุน โดยลดกระดูกสะโพกและสันหลังหักราว 34 เปอร์เซ็นต์ แต่ผลอยู่เฉพาะช่วงที่ยังใช้ยา เมื่อหยุดยาผลก็หายไป

ทางเลือกที่ไม่ใช่ฮอร์โมน

ถ้าคุณใช้ฮอร์โมนไม่ได้หรือไม่อยากใช้ ก็ยังมีทางเลือกที่มีหลักฐานรองรับอยู่บ้าง

ทางเลือกหลักฐาน
Paroxetine 7.5mg (Brisdelle)SSRI (ยากลุ่มช่วยปรับสารสื่อประสาทเซโรโทนิน) ที่ FDA (หน่วยงานกำกับยาของสหรัฐฯ) รับรองสำหรับร้อนวูบวาบ ผลพอประมาณ ลดได้ราว 1 ถึง 2 ครั้งต่อวันเหนือ placebo (ยาหลอก)
Venlafaxine (SNRI)SNRI (ยากลุ่มช่วยปรับสารสื่อประสาทเซโรโทนินและนอร์เอพิเนฟริน) งาน MsFLASH พบลดร้อนวูบวาบราว 48 เปอร์เซ็นต์จาก baseline (ค่าเริ่มต้นก่อนรักษา) หรือราว 20 เปอร์เซ็นต์เหนือ placebo (ยาหลอก)
Fezolinetant (Veozah)ยากลุ่ม NK3 antagonist (ยาที่ออกฤทธิ์กับตัวรับในสมองที่เกี่ยวกับร้อนวูบวาบ) ไม่ใช่ฮอร์โมน FDA (หน่วยงานกำกับยาของสหรัฐฯ) รับรองพฤษภาคม 2023 และ FDA เพิ่มคำเตือนกรอบดำเรื่องตับอักเสบรุนแรงในเดือนธันวาคม 2024
Elinzanetant (Lynkuet)ยากลุ่มใหม่ dual NK1 บวก NK3 (ออกฤทธิ์กับตัวรับสองชนิดที่เกี่ยวกับอาการร้อนวูบวาบ) FDA (หน่วยงานกำกับยาของสหรัฐฯ) รับรองตุลาคม 2025
CBT (พฤติกรรมบำบัด)ลดความทุกข์จากร้อนวูบวาบ แต่ไม่ลดความถี่ (งาน MENOS1 และ MENOS2)

ทางเลือกเหล่านี้ช่วยอาการร้อนวูบวาบ แต่ไม่จัดการอาการช่องคลอดหรือกระดูกโดยตรง ถ้าอาการหลักของคุณคือช่องคลอดแห้งหรือแสบ เอสโตรเจนเฉพาะที่ช่องคลอดแบบครีม เม็ด หรือห่วง ได้ผลดีและดูดซึมเข้าร่างกายน้อย โดยทั่วไปไม่ต้องเติมโปรเจสตินเพิ่ม เป็นอีกทางที่คุณเอ่ยถามแพทย์ได้

จุดที่ต้องระวัง: ของที่ขายตามกระแสแต่หลักฐานอ่อน

Compounded bioidentical hormone (ฮอร์โมนผสมเองที่อ้างว่าเหมือนฮอร์โมนธรรมชาติ) ไม่มีหลักฐานคุณภาพ ฮอร์โมนผสมเองตามร้านที่โฆษณาว่าเหมือนฮอร์โมนธรรมชาติและปลอดภัยกว่า รายงาน NASEM 2020 พบว่าไม่มีงานทดลองคุณภาพรองรับ และไม่ผ่านการกำกับของ FDA (หน่วยงานกำกับยาของสหรัฐฯ) ความเข้มข้นและความบริสุทธิ์จึงไม่แน่นอน ต้องแยกออกจาก bioidentical ที่ FDA รับรอง เช่น estradiol และ micronized progesterone (โปรเจสเตอโรนชนิดที่ผ่านกระบวนการทำให้อนุภาคเล็กลง) ซึ่งศึกษาแล้ว

เทสโทสเตอโรนในผู้หญิงพิสูจน์เฉพาะเรื่องความต้องการทางเพศ เทสโทสเตอโรนช่วยเรื่องความต้องการทางเพศในผู้หญิงที่มีภาวะ HSDD (ภาวะความต้องการทางเพศต่ำจนเป็นปัญหา) ได้จริง แต่ไม่มีหลักฐานดีว่าช่วยร้อนวูบวาบ อารมณ์ ความจำ หรือสุขภาพทั่วไป จึงไม่ใช่ยาวัยทองทั่วไปตามที่กระแสสุขภาพอ้าง

อาหารเสริมวัยทอง เช่น black cohosh, red clover, ถั่วเหลือง หลักฐานไม่สม่ำเสมอและผลที่ได้เล็ก ACOG และ NAMS (สมาคมวิชาชีพด้านสูตินรีเวชและวัยทอง) ไม่แนะนำเป็นการรักษาหลัก และ black cohosh ยังมีรายงานเรื่องความปลอดภัยต่อตับในบางราย ส่วนการตรวจฮอร์โมนจากน้ำลายเพื่อ balance hormones (ปรับสมดุลฮอร์โมนตามคำโฆษณา) ไม่มีสมาคมไหนแนะนำ

สิ่งที่ยังไม่รู้

ความซื่อตรงเรื่องหนึ่งคือยอมรับว่ายังมีสิ่งที่วงการแพทย์เองก็ยังตอบไม่ได้ทั้งหมด

  • MHT กับการป้องกันสมองเสื่อมระยะยาว หลักฐานยังปนกัน และยังไม่มีข้อบ่งใช้เพื่อป้องกันสมองเสื่อมโดยตรง
  • ผลระยะยาวของ fezolinetant ต่อตับและด้านอื่นยังต้องติดตาม
  • สูตร ขนาด และชนิดโปรเจสตินที่เหมาะที่สุดต่อความเสี่ยงเต้านม ยังเป็นพื้นที่ที่ข้อมูลกำลังสะสม
  • ข้อมูลในประชากรเอเชียและไทยโดยเฉพาะ ยังบางกว่าข้อมูลฝั่งตะวันตก

ก้าวเล็กที่ทำได้

ถ้าคุณกำลังเข้าวัยทองและอาการรบกวนชีวิต ก้าวแรกที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้คือจดอาการจริงของตัวเองไว้ แล้วนัดคุยกับสูตินรีแพทย์หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะการคุยกับแพทย์ให้ภาพที่ดีกว่าการตัดสินใจเอง MHT เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลที่ขึ้นกับอายุ เวลาที่ห่างจากหมดประจำเดือน ประวัติสุขภาพ และความเสี่ยงของแต่ละคน ไม่มีสูตรเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน และทั้งการเริ่มหรือหยุดฮอร์โมนควรทำภายใต้คำแนะนำของแพทย์เสมอ พรุ่งนี้เริ่มจากก้าวเล็กก้าวเดียวก่อน คือฟังร่างกายตัวเองแล้วจดไว้ นี่คือการตัดสินใจอย่างเข้าใจ ไม่ได้ตัดสินใจตามความกลัว

บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มหรือหยุดฮอร์โมน

ตรวจสอบโดย Health Coach : A888

อ่านต่อ

อ่านต่อในหมวดเดียวกัน

ฮอร์โมน 9 กรกฎาคม 2569 อ่าน 5 นาที

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis): สรุปสั้นว่าคืออะไร ทำไมถึงปวด และดูแลอย่างไร

ฉบับย่อของภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ สรุปว่ามันคืออะไร ทำไมถึงปวดประจำเดือนรุนแรงและปวดอุ้งเชิงกราน ทำไมกว่าจะรู้ว่าเป็นมักใช้เวลานาน วินิจฉัยอย่างไร และเริ่มดูแลตัวเองได้อย่างไรร่วมกับแพทย์

อ่านบทความ
ฮอร์โมน 9 กรกฎาคม 2569 อ่าน 5 นาที

ไทรอยด์เป็นพิษกับโรคเกรฟส์: สรุปสั้นว่าคืออะไร อาการเป็นอย่างไร และดูแลอย่างไร

ฉบับย่อของไทรอยด์เป็นพิษกับโรคเกรฟส์ สรุปว่าภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกินคืออะไร โรคเกรฟส์เกี่ยวข้องอย่างไร อาการที่ควรสังเกต แพทย์วินิจฉัยด้วยอะไร ทำไมไม่ควรปล่อยไว้ และเริ่มดูแลตัวเองได้อย่างไร

อ่านบทความ
ฮอร์โมน 9 กรกฎาคม 2569 อ่าน 5 นาที

PCOS กับภาวะดื้ออินซูลิน: สรุปสั้นว่าคืออะไร วินิจฉัยอย่างไร ดูแลอย่างไร

ฉบับย่อของ PCOS กับภาวะดื้ออินซูลิน สรุปว่า PCOS คืออะไร อินซูลินไปเร่งฮอร์โมนเพศชายอย่างไร วินิจฉัยด้วยเกณฑ์ Rotterdam แบบไหน ทำไมต้องดูแลระยะยาว และเริ่มดูแลตัวเองได้อย่างไร

อ่านบทความ

ตรวจสอบได้

แหล่งอ้างอิงสำหรับบทความนี้

  1. 1 WHI: estrogen plus progestin in healthy postmenopausal women - JAMA (2002, PMID 12117397) pubmed.ncbi.nlm.nih.gov
  2. 2 WHI 20-year follow-up: conjugated equine estrogens and breast cancer incidence and mortality - JAMA (2020, PMID 32721007) pubmed.ncbi.nlm.nih.gov
  3. 3 ELITE trial: vascular effects of estradiol by years since menopause - NEJM (2016, PMID 27028912) pubmed.ncbi.nlm.nih.gov
  4. 4 Cochrane review: hormone therapy for prevention of cardiovascular disease (2015, PMID 25754617) pubmed.ncbi.nlm.nih.gov
  5. 5 The 2022 hormone therapy position statement of The North American Menopause Society - Menopause (PMID 35797481) pubmed.ncbi.nlm.nih.gov

ตรวจสอบโดย Health Coach : A888