การได้ยินเสื่อมตามวัยกับเสียงในหู (tinnitus): เกิดจากอะไร ป้องกันและดูแลอย่างไร
การได้ยินเสื่อมตามวัยและเสียงในหู (tinnitus) เป็นเรื่องที่มักมาคู่กันและพบบ่อยขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น บทความนี้อธิบายว่าทั้งสองอย่างเกิดจากอะไร เสียงดังทำร้ายการได้ยินอย่างไรและป้องกันได้แค่ไหน ทำไมการได้ยินที่เสื่อมจึงเชื่อมโยงกับการเข้าสังคมและความเสี่ยงสมองเสื่อม ดูแลได้อย่างไร และสัญญาณแบบไหนที่ควรรีบพบแพทย์

หลังๆ นี้คุณอาจสังเกตว่าต้องขอให้คนพูดซ้ำบ่อยขึ้น โดยเฉพาะในร้านอาหารที่มีเสียงจอแจ หรือเวลาคุยกันหลายคนพร้อมกันแล้วจับใจความไม่ทัน บางคนเริ่มเปิดทีวีดังกว่าเดิมจนคนข้างๆ ทัก หรือพอถึงตอนกลางคืนที่เงียบสงบ กลับได้ยินเสียงวิ้งหรือเสียงหึ่งในหูที่ไม่มีใครได้ยินนอกจากตัวเอง อาการเหล่านี้พบได้บ่อยเมื่ออายุมากขึ้น และหลายคนปล่อยผ่านเพราะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาของวัย
บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจสองเรื่องที่มักมาด้วยกัน คือการได้ยินที่เสื่อมลงตามวัย และเสียงในหูหรือที่เรียกว่า tinnitus ว่าทั้งสองอย่างเกิดจากอะไร อะไรที่ป้องกันได้ อะไรที่ดูแลได้ และสัญญาณแบบไหนที่ไม่ควรรอ ข่าวที่อยากบอกก่อนคือ แม้การได้ยินที่เสื่อมตามวัยจะย้อนกลับไม่ได้ทั้งหมด แต่มีหลายอย่างที่คุณดูแลและป้องกันได้ตั้งแต่วันนี้
การได้ยินเสื่อมตามวัยคืออะไร
การได้ยินเสื่อมตามวัย หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า presbycusis เป็นภาวะที่พบได้บ่อยและค่อยเป็นค่อยไป มักเริ่มจากการได้ยินเสียงความถี่สูงได้ยากขึ้นก่อน เช่น เสียงพยัญชนะบางตัว เสียงนกร้อง หรือเสียงผู้หญิงและเด็กที่มีระดับเสียงสูง ผลที่ตามมาคือคุณอาจได้ยินว่ามีคนพูด แต่จับใจความไม่ชัด โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในที่มีเสียงรบกวน เพราะสมองแยกเสียงพูดออกจากเสียงพื้นหลังได้ยากขึ้น
กลไกเบื้องหลังส่วนหนึ่งคือการเสื่อมของเซลล์ขนในหูชั้นใน ซึ่งทำหน้าที่แปลงคลื่นเสียงเป็นสัญญาณประสาทส่งไปยังสมอง เซลล์เหล่านี้เมื่อเสียหายแล้วมักไม่งอกกลับ การเสื่อมจึงสะสมไปตามอายุ ร่วมกับปัจจัยอื่นอย่างการสัมผัสเสียงดังสะสมมาตลอดชีวิต พันธุกรรม และโรคประจำตัวบางอย่าง เพราะมันค่อยเป็นค่อยไปทีละน้อย หลายคนจึงไม่รู้ตัวจนกระทั่งคนรอบข้างเริ่มทัก หรือการสื่อสารเริ่มมีปัญหา
เสียงในหู (tinnitus) คืออะไร และทำไมมักมาคู่กัน
เสียงในหู หรือ tinnitus คือการรับรู้เสียงที่ไม่มีแหล่งกำเนิดจากภายนอกจริง เช่น เสียงวิ้ง เสียงหึ่ง เสียงจักจั่น หรือเสียงลม ที่ได้ยินในหูข้างเดียวหรือสองข้าง เป็นอาการที่พบได้บ่อยมาก และในหลายกรณีมักพบร่วมกับการได้ยินที่เสื่อมลงหรือการสัมผัสเสียงดัง เพราะเมื่อสัญญาณเสียงที่ส่งเข้าสมองลดลง สมองบางส่วนอาจปรับตัวจนเกิดการรับรู้เสียงขึ้นมาเอง
ข่าวที่ช่วยให้สบายใจขึ้นคือ เสียงในหูส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากสาเหตุอันตราย และหลายคนอยู่กับมันได้โดยไม่รบกวนชีวิต แต่ในบางคนเสียงนี้อาจรบกวนการนอน สมาธิ และอารมณ์จนกลายเป็นความทุกข์ ความรุนแรงของผลกระทบจึงไม่ได้ขึ้นกับความดังของเสียงเสมอไป แต่ขึ้นกับว่ามันรบกวนชีวิตประจำวันมากแค่ไหน ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาที่ทำให้เสียงในหูหายขาดได้ทุกคน แต่มีวิธีดูแลที่ช่วยลดผลกระทบได้จริง ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป
เสียงดังคือศัตรูที่ป้องกันได้
ในบรรดาสาเหตุของการได้ยินเสื่อม การสัมผัสเสียงดังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ป้องกันได้มากที่สุด การได้ยินเสื่อมจากเสียงดังเกิดได้ทั้งจากเสียงดังมากแบบฉับพลัน เช่น เสียงระเบิดหรือเสียงปืน และจากเสียงดังปานกลางที่สัมผัสต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น การทำงานในที่เสียงดัง การฟังเพลงผ่านหูฟังในระดับเสียงที่สูงเกินไปเป็นประจำ หรือการอยู่ในคอนเสิร์ตและสถานบันเทิงบ่อยๆ
หลักการง่ายๆ ที่ช่วยประเมินคือ ถ้าคุณต้องตะโกนเพื่อให้คนที่อยู่ห่างเพียงหนึ่งช่วงแขนได้ยิน แสดงว่าสภาพแวดล้อมนั้นดังพอที่จะเป็นอันตรายต่อการได้ยิน สิ่งที่ทำได้คือลดระดับเสียง เพิ่มระยะห่างจากแหล่งเสียง จำกัดเวลาที่สัมผัสเสียงดัง และใช้อุปกรณ์ป้องกัน เช่น ที่อุดหูหรือที่ครอบหู สำหรับคนที่ชอบฟังเพลงผ่านหูฟัง การลดระดับเสียงลงและพักหูเป็นระยะเป็นนิสัยเล็กๆ ที่ช่วยถนอมการได้ยินในระยะยาว
ทำไมการได้ยินที่เสื่อมจึงสำคัญกว่าที่คิด
การได้ยินที่เสื่อมลงไม่ได้กระทบแค่การฟังเสียง แต่กระทบถึงการเชื่อมต่อกับผู้คน เมื่อการสนทนากลายเป็นเรื่องเหนื่อยและต้องพยายามมาก หลายคนค่อยๆ ถอยห่างจากวงสนทนา เลี่ยงการเข้าสังคม จนนำไปสู่ความรู้สึกโดดเดี่ยว การสื่อสารที่ลำบากยังส่งผลต่ออารมณ์และความมั่นใจในชีวิตประจำวันด้วย
ประเด็นที่งานวิจัยให้ความสนใจมากขึ้นคือ การได้ยินที่เสื่อมถูกจัดเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ ซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดภาวะสมองเสื่อมในภายหลัง รายงานของ Lancet Commission ปี 2024 รวบรวมหลักฐานและจัดให้การได้ยินเสื่อมเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงตลอดช่วงชีวิตที่ควรใส่ใจ นี่เป็นอีกเหตุผลที่การตรวจการได้ยินและการดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ มีความหมายมากกว่าแค่เรื่องการฟัง
ดูแลและจัดการได้อย่างไร
แม้การได้ยินเสื่อมตามวัยจะย้อนกลับไม่ได้ทั้งหมด แต่มีหลายแนวทางที่ช่วยให้คุณได้ยินและใช้ชีวิตได้ดีขึ้น
ตรวจการได้ยิน ก้าวแรกคือการตรวจประเมินโดยแพทย์หูคอจมูกหรือนักแก้ไขการได้ยิน เพื่อดูว่าการได้ยินเสื่อมมากน้อยแค่ไหนและเกิดจากอะไร บางสาเหตุ เช่น ขี้หูอุดตันหรือการติดเชื้อ เป็นสิ่งที่รักษาได้และการได้ยินอาจกลับมาดีขึ้น
เครื่องช่วยฟังและเทคโนโลยีช่วยเหลือ สำหรับการได้ยินเสื่อมตามวัย เครื่องช่วยฟังเป็นแนวทางที่ใช้กันแพร่หลาย ส่วนในรายที่การได้ยินเสื่อมรุนแรงมาก อาจมีการพิจารณาทางเลือกอย่างประสาทหูเทียม การเลือกอุปกรณ์และการปรับตั้งค่าควรทำร่วมกับนักแก้ไขการได้ยินหรือแพทย์ ไม่ใช่การซื้อมาใช้เองโดยไม่ประเมิน
การดูแลเสียงในหู แนวทางเวชปฏิบัติเรื่อง tinnitus แนะนำว่า เมื่อพบเสียงในหู ควรประเมินหาสาเหตุที่ดูแลได้ก่อน หากมีการได้ยินเสื่อมร่วมด้วย เครื่องช่วยฟังอาจช่วยลดการรับรู้เสียงในหูได้ นอกจากนี้ยังมีการบำบัดด้วยเสียง และการบำบัดความคิดและพฤติกรรม (CBT) ซึ่งไม่ได้ทำให้เสียงหายไป แต่ช่วยลดความทุกข์และผลกระทบต่อการนอนและอารมณ์ได้ แนวทางยังเตือนว่าไม่มีอาหารเสริมหรือยาใดที่พิสูจน์ได้ชัดว่ารักษาเสียงในหูให้หายขาด จึงควรระวังคำโฆษณาเกินจริง
จุดที่ต้องระวัง: การได้ยินเสื่อมเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ซึ่งสัมพันธ์กับภาวะสมองเสื่อม แต่ความสัมพันธ์ไม่เท่ากับการพิสูจน์ว่าการรักษาการได้ยินจะป้องกันสมองเสื่อมได้
รายงานของ Lancet Commission ปี 2024 จัดให้การได้ยินเสื่อมเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ซึ่งสัมพันธ์กับภาวะสมองเสื่อม แต่การที่สองสิ่งพบร่วมกันบ่อย ไม่ได้แปลว่าสิ่งหนึ่งเป็นสาเหตุของอีกสิ่งเสมอไป และยังไม่ใช่ข้อสรุปว่าการใส่เครื่องช่วยฟังจะป้องกันสมองเสื่อมได้แน่นอน สิ่งที่พูดได้อย่างมั่นใจกว่าคือ การดูแลการได้ยินช่วยเรื่องการสื่อสารและคุณภาพชีวิตในวันนี้ ส่วนประโยชน์ด้านสมองระยะยาวยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อ ที่มา รายงาน Lancet Commission ปี 2024 (PMID 39096926)
เมื่อไหร่ต้องรีบพบแพทย์
แม้อาการส่วนใหญ่จะค่อยเป็นค่อยไปและไม่ใช่เรื่องฉุกเฉิน แต่มีบางสัญญาณที่ควรรีบไปพบแพทย์
- การได้ยินลดลงอย่างฉับพลัน ไม่ว่าจะข้างเดียวหรือสองข้าง โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน ถือเป็นภาวะที่ควรได้รับการประเมินโดยเร็ว เพราะการดูแลอย่างทันเวลาอาจสำคัญต่อโอกาสที่การได้ยินจะกลับมา
- เสียงในหูข้างเดียว หรือเสียงที่เต้นเป็นจังหวะตามชีพจร เป็นรูปแบบที่ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม
- เสียงในหูที่มาพร้อมกับการได้ยินลดลง เวียนศีรษะ บ้านหมุน หรือการทรงตัวผิดปกติ
- เสียงในหูที่รบกวนการนอน สมาธิ หรืออารมณ์อย่างมาก จนกระทบคุณภาพชีวิต
สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้แปลว่ามีอะไรร้ายแรงเสมอไป แต่เป็นรูปแบบที่ควรให้แพทย์ประเมิน เพื่อหาสาเหตุและวางแผนดูแลได้ตรงจุด
สิ่งที่คุณเริ่มทำได้ตั้งแต่พรุ่งนี้คือ ถนอมหูจากเสียงดังในชีวิตประจำวัน ลดระดับเสียงหูฟังลงและพักหูเป็นระยะเมื่อฟังต่อเนื่องนานๆ ใช้ที่อุดหูเมื่อต้องอยู่ในที่เสียงดัง และถ้าคุณเริ่มต้องขอให้คนพูดซ้ำบ่อยขึ้น หรือฟังในที่มีเสียงรบกวนได้ยากขึ้น ลองนัดตรวจการได้ยิน การตรวจแต่เนิ่นๆ ช่วยให้ดูแลได้ตรงจุดและวางแผนได้เร็วขึ้น และหากมีอาการได้ยินลดลงฉับพลันหรือเสียงในหูข้างเดียว อย่ารอ ให้รีบไปพบแพทย์
เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่คำแนะนำแทนการปรึกษาแพทย์ การตรวจวินิจฉัยและการดูแลเรื่องการได้ยินและเสียงในหู รวมถึงการเลือกใช้เครื่องช่วยฟัง ประสาทหูเทียม หรือการบำบัดต่างๆ ควรทำร่วมกับแพทย์หูคอจมูกหรือนักแก้ไขการได้ยินที่เป็นมนุษย์เสมอ



อ่านต่อ
อ่านต่อในหมวดเดียวกัน

จัดการน้ำหนักและโรคอ้วน: สรุปสั้นว่าทำไมลดแล้วเด้งกลับไม่ใช่ความล้มเหลว และควรมองไกลกว่า BMI
ฉบับย่อของการจัดการน้ำหนักและโรคอ้วน สรุปว่าทำไมลดแล้วเด้งกลับจึงพบบ่อยในระดับประชากรและไม่ใช่ความล้มเหลวส่วนตัว ทำไมควรมองไกลกว่าตัวเลข BMI สู่รอบเอวและองค์ประกอบร่างกาย พฤติกรรมที่ทำได้ต่อเนื่องที่สัมพันธ์กับการรักษาน้ำหนักระยะยาว ใครควรระวัง เมื่อไรควรพบแพทย์ และเริ่มดูแลตัวเองได้อย่างไร โดยมองตัวเลขเป็นความรู้ระดับประชากร ไม่ใช่เป้าหมายเฉพาะตัว
อ่านบทความ
เวียนหัวบ้านหมุนแบบ BPPV: สรุปสั้นว่าคืออะไร วินิจฉัยอย่างไร ดูแลอย่างไร
ฉบับย่อของ BPPV หรือโรคเวียนหัวบ้านหมุนจากการเปลี่ยนท่าศีรษะ สรุปว่ามันคืออะไร ทำไมแค่ขยับหัวโลกก็หมุน อาการเป็นแบบไหน วินิจฉัยและดูแลด้วยท่ากายภาพจัดผลึกโดยแพทย์อย่างไร และสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล
อ่านบทความ
ต้อกระจก: สรุปสั้นว่าคืออะไร สังเกตอาการอย่างไร และรักษาอย่างไร
ฉบับย่อของเรื่องต้อกระจก สรุปว่าต้อกระจกคือการที่เลนส์ตาขุ่นมัว สังเกตอาการอย่างไร มีปัจจัยเสี่ยงอะไร วินิจฉัยด้วยการตรวจตา และทำไมการผ่าตัดจึงเป็นวิธีเดียวที่รักษาได้จริง โดยตัดสินใจร่วมกับจักษุแพทย์
อ่านบทความตรวจสอบได้
แหล่งอ้างอิงสำหรับบทความนี้
- 1 Tunkel DE et al. Clinical Practice Guideline: Tinnitus (Otolaryngol Head Neck Surg 2014, PMID 25273878) pubmed.ncbi.nlm.nih.gov
- 2 Livingston G et al. Dementia prevention, intervention, and care: 2024 report of the Lancet standing Commission (Lancet 2024, PMID 39096926) pubmed.ncbi.nlm.nih.gov
- 3 StatPearls (NCBI Bookshelf NBK559220): Presbycusis ncbi.nlm.nih.gov
- 4 StatPearls (NCBI Bookshelf NBK430809): Tinnitus ncbi.nlm.nih.gov
- 5 NIDCD (NIH): Age-Related Hearing Loss nidcd.nih.gov
- 6 NIDCD (NIH): Tinnitus nidcd.nih.gov
ตรวจสอบโดย Health Coach : A888