ต้อหิน: โรคที่ค่อยๆ ขโมยการมองเห็น ทำไมการตรวจตาสม่ำเสมอถึงสำคัญ และดูแลอย่างไร
ต้อหินคือกลุ่มโรคตาที่ทำลายเส้นประสาทตา มักเกี่ยวข้องกับความดันภายในลูกตาที่สูงขึ้น และเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นที่เรียกคืนไม่ได้ บทความนี้อธิบายว่าทำไมชนิดที่พบบ่อยถึงเงียบจนน่ากลัว ชนิดไหนเป็นภาวะฉุกเฉิน ใครเสี่ยง ตรวจพบได้อย่างไร และดูแลได้อย่างไรร่วมกับจักษุแพทย์

คุณอาจรู้สึกว่าดวงตาของคุณปกติดี มองเห็นชัด อ่านหนังสือได้ ขับรถได้ตามเคย แล้ววันหนึ่งจักษุแพทย์กลับบอกว่าคุณเป็นต้อหิน และการมองเห็นด้านข้างของคุณหายไปบางส่วนแล้ว โดยที่คุณไม่เคยรู้สึกตัวมาก่อน เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้จริง เพราะต้อหินชนิดที่พบบ่อยที่สุดมักไม่ส่งสัญญาณเตือนในระยะแรก มันค่อยๆ ทำงานอย่างเงียบๆ จนกว่าความเสียหายจะมากพอให้คุณสังเกตเห็น
ต้อหิน หรือ glaucoma คือกลุ่มโรคตาที่ทำลายเส้นประสาทตา และเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นที่เรียกคืนไม่ได้ทั่วโลก บทความนี้จะพาคุณไปดูทีละชั้น ว่าต้อหินคืออะไร ทำไมชนิดที่พบบ่อยถึงเงียบจนน่ากลัว ชนิดไหนที่เป็นภาวะฉุกเฉิน ใครเสี่ยง ตรวจพบได้อย่างไร และมีอะไรที่คุณเริ่มดูแลตัวเองได้ตั้งแต่วันนี้ ข่าวที่อยากบอกก่อนคือ แม้การมองเห็นที่เสียไปแล้วจะเรียกคืนไม่ได้ แต่การตรวจพบเร็วและดูแลร่วมกับจักษุแพทย์ช่วยชะลอหรือหยุดความเสียหายไม่ให้ลุกลามได้
ต้อหินคือกลุ่มโรคที่ทำลายเส้นประสาทตา ไม่ใช่แค่เรื่องความดันตา
เส้นประสาทตา หรือ optic nerve คือสายเคเบิลที่ส่งภาพจากดวงตาไปยังสมอง ต้อหินคือกลุ่มโรคที่ค่อยๆ ทำลายเส้นประสาทนี้ทีละน้อย และเมื่อใยประสาทเสียหายไปแล้ว มันจะไม่กลับมาทำงานเหมือนเดิม นี่คือเหตุผลที่การมองเห็นซึ่งหายไปจากต้อหินจึงเรียกคืนไม่ได้
ปัจจัยที่พบว่าเกี่ยวข้องกับต้อหินบ่อยที่สุดคือความดันภายในลูกตา หรือที่เรียกว่า intraocular pressure ที่สูงกว่าที่เส้นประสาทตาของคนคนนั้นจะทนได้ ภายในลูกตามีของเหลวใสไหลเวียนอยู่ตลอดเพื่อหล่อเลี้ยงและคงรูปทรงของตา เมื่อการระบายของเหลวนี้ติดขัด ความดันในลูกตาก็สูงขึ้น และแรงดันที่มากเกินไปก็ค่อยๆ กดทับทำลายเส้นประสาทตา อย่างไรก็ตาม ต้อหินไม่ได้เป็นเรื่องของความดันตาเพียงอย่างเดียว บางคนมีความดันตาสูงแต่ไม่เป็นต้อหิน ขณะที่บางคนเป็นต้อหินทั้งที่ความดันตาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ต้อหินจึงเป็นเรื่องของสุขภาพเส้นประสาทตาโดยรวม มากกว่าจะเป็นตัวเลขความดันตัวเดียว
ต้อหินมุมเปิด ชนิดที่พบบ่อยและเงียบที่สุด
ต้อหินชนิดที่พบบ่อยที่สุดเรียกว่าต้อหินมุมเปิดปฐมภูมิ หรือ primary open-angle glaucoma จุดที่ทำให้มันน่ากลัวคือมันค่อยเป็นค่อยไปและไม่เจ็บปวด ในระยะแรกมักไม่มีอาการเตือนใดๆ เลย คุณจะยังมองเห็นตรงกลางได้ชัดเจนตามปกติ
สิ่งที่ต้อหินมุมเปิดค่อยๆ กัดกินก่อนคือการมองเห็นด้านข้าง หรือลานสายตาส่วนรอบนอก ลองนึกภาพว่าขอบเขตการมองเห็นของคุณค่อยๆ แคบลงอย่างช้าๆ เหมือนมองผ่านท่อที่ค่อยๆ หดตัว แต่เพราะสมองของเราเก่งในการเติมเต็มภาพ และการมองเห็นตรงกลางยังดีอยู่ คนส่วนใหญ่จึงไม่ทันสังเกตว่าลานสายตาด้านข้างหายไปจนกระทั่งความเสียหายลุกลามไปมากแล้ว นี่คือเหตุผลสำคัญที่สุดว่าทำไมการตรวจตาเป็นระยะจึงมีค่า เพราะจักษุแพทย์สามารถตรวจพบสัญญาณของต้อหินได้ก่อนที่คุณจะรู้สึกถึงมัน
ต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน ภาวะฉุกเฉินทางตาที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที
ต้อหินอีกรูปแบบหนึ่งเรียกว่าต้อหินมุมปิด ซึ่งบางครั้งเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันและตรงข้ามกับชนิดมุมเปิดโดยสิ้นเชิง คือมีอาการชัดเจนและรุนแรง เมื่อทางระบายของเหลวในลูกตาถูกปิดกั้นอย่างกะทันหัน ความดันตาจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
อาการที่ควรจดจำและถือเป็นสัญญาณฉุกเฉินคือ ตาแดงและปวดตาข้างหนึ่งขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน ตามัวลง เห็นแสงวงกลมสีรุ้งรอบดวงไฟ ปวดศีรษะ และอาจมีคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการเหล่านี้ นี่อาจเป็นต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน ซึ่งต้องได้รับการดูแลจากจักษุแพทย์อย่างเร่งด่วน เพราะความดันที่สูงมากในเวลาสั้นๆ อาจทำลายการมองเห็นได้อย่างรวดเร็ว อย่ารอดูอาการหรือซื้อยาหยอดตามาใช้เอง ให้ไปพบแพทย์หรือห้องฉุกเฉินทันที
ใครที่มีความเสี่ยงสูงกว่า
ต้อหินเกิดได้กับทุกคน แต่บางปัจจัยทำให้ความเสี่ยงสูงขึ้น การรู้ว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงช่วยให้คุณตัดสินใจไปตรวจตาได้เร็วขึ้น ปัจจัยที่พบว่าเกี่ยวข้องได้แก่
- อายุที่มากขึ้น ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามวัย โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยกลางคนขึ้นไป
- ประวัติครอบครัว ถ้ามีคนในครอบครัวสายตรงเป็นต้อหิน ความเสี่ยงของคุณจะสูงขึ้น
- ความดันภายในลูกตาสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่พบร่วมได้บ่อย แม้จะไม่ใช่ทุกคนที่ความดันสูงจะเป็นต้อหิน
- เชื้อชาติหรือพื้นเพบางกลุ่ม งานวิจัยพบว่าบางกลุ่มประชากรมีความเสี่ยงต่อต้อหินบางชนิดสูงกว่า
- เบาหวาน ผู้ที่เป็นเบาหวานมีความเสี่ยงต่อต้อหินเพิ่มขึ้น
- สายตาสั้นมาก ภาวะสายตาสั้นระดับสูงสัมพันธ์กับความเสี่ยงต้อหินมุมเปิดที่สูงขึ้น
ถ้าคุณมีปัจจัยเหล่านี้ตั้งแต่หนึ่งข้อขึ้นไป ยิ่งเป็นเหตุผลที่ควรวางแผนตรวจตากับจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
ตรวจพบต้อหินได้อย่างไร
เพราะต้อหินชนิดที่พบบ่อยไม่มีอาการเตือน การตรวจพบจึงต้องอาศัยการตรวจตาโดยจักษุแพทย์ ไม่ใช่การรอให้ตัวเองรู้สึกผิดปกติ การตรวจมักประกอบด้วยหลายส่วนที่ทำงานร่วมกัน
การวัดความดันภายในลูกตาช่วยประเมินว่าความดันอยู่ในระดับที่อาจเป็นอันตรายต่อเส้นประสาทตาหรือไม่ การตรวจดูเส้นประสาทตาโดยตรงผ่านการขยายม่านตา ช่วยให้แพทย์เห็นว่าเส้นประสาทตามีลักษณะของความเสียหายจากต้อหินหรือยัง และการตรวจลานสายตา หรือ visual field test ช่วยวัดว่าการมองเห็นด้านข้างของคุณยังครบถ้วนหรือเริ่มมีจุดที่หายไป การตรวจเหล่านี้รวมกันช่วยให้จักษุแพทย์วินิจฉัยและติดตามต้อหินได้ตั้งแต่ระยะที่คุณยังไม่รู้สึกอะไร ซึ่งเป็นช่วงที่การดูแลได้ผลดีที่สุด
ดูแลต้อหินอย่างไร
หัวใจของการดูแลต้อหินตามบทความทบทวนของ Weinreb และคณะ คือการลดความดันภายในลูกตาเพื่อชะลอหรือป้องกันไม่ให้เส้นประสาทตาเสียหายเพิ่มขึ้น เป้าหมายไม่ใช่การเรียกคืนการมองเห็นที่หายไปแล้ว เพราะสิ่งนั้นทำไม่ได้ แต่คือการรักษาการมองเห็นที่ยังเหลืออยู่ให้อยู่กับคุณให้นานที่สุด
แนวทางการลดความดันตามีหลายรูปแบบ ซึ่งจักษุแพทย์จะเป็นผู้เลือกและติดตามตามความเหมาะสมของแต่ละคน โดยทั่วไปมักเริ่มจากยาหยอดตาที่ช่วยลดความดันภายในลูกตา บางกรณีแพทย์อาจใช้การรักษาด้วยเลเซอร์ และในบางกรณีอาจต้องผ่าตัดเพื่อช่วยการระบายของเหลวในลูกตา การเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งขึ้นกับชนิดของต้อหิน ระดับความเสียหาย และการตอบสนองของแต่ละคน จึงเป็นการตัดสินใจของจักษุแพทย์ ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำเองหรือกำหนดขนาดยาเอง สิ่งที่คุณช่วยได้มากที่สุดคือการใช้ยาหยอดตาตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ เพราะยาหยอดต้อหินมักต้องใช้ต่อเนื่องระยะยาว และการหยุดเองหรือใช้ไม่สม่ำเสมออาจทำให้ความดันตากลับมาสูงและเส้นประสาทเสียหายเพิ่มโดยที่คุณไม่รู้สึก
จุดที่ต้องระวัง: ต้อหินมุมเปิดมักไม่มีอาการเตือน และการมองเห็นที่เสียไปแล้วเรียกคืนไม่ได้
ต้อหินมุมเปิดซึ่งเป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด มักไม่มีอาการในระยะแรกเลย และค่อยๆ กัดกินลานสายตาด้านข้างอย่างเงียบๆ จนหลายคนไม่รู้ตัวจนความเสียหายลุกลามไปมากแล้ว นี่คือเหตุผลที่การตรวจตาเป็นระยะจึงสำคัญ และเพราะเส้นประสาทตาที่เสียหายไปแล้วไม่ฟื้นกลับ การมองเห็นที่หายไปจากต้อหินจึงเรียกคืนไม่ได้ การรักษามีเป้าหมายเพื่อหยุดไม่ให้แย่ลง ดังนั้นให้ระวังคำโฆษณาที่อ้างว่ารักษาต้อหินให้หายขาดหรือทำให้กลับมามองเห็นได้ดังเดิม ที่มา StatPearls (NBK538217), บทความทบทวนใน JAMA 2014 (PMID 24825645), National Eye Institute (NIH)
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ และเริ่มดูแลตัวเองได้อย่างไรตั้งแต่วันนี้
ควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจตา โดยเฉพาะถ้าคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น อายุเกิน 40 ปี มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหิน มีเบาหวาน หรือสายตาสั้นมาก และให้รีบไปพบแพทย์หรือห้องฉุกเฉินทันทีถ้ามีอาการเตือนของต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน คือ ปวดตาแดงเฉียบพลัน ตามัว เห็นแสงวงกลมรอบดวงไฟ ปวดศีรษะ และคลื่นไส้ เพราะนั่นคือภาวะที่รอไม่ได้
สิ่งที่คุณเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้ อย่างแรกคือวางแผนไปตรวจตากับจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้นหรือมีปัจจัยเสี่ยง เพราะการตรวจพบเร็วคือสิ่งที่ช่วยรักษาการมองเห็นได้มากที่สุด อย่างที่สองคือถ้าคุณได้รับยาหยอดตาสำหรับต้อหินอยู่แล้ว ให้ใช้ตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ไม่หยุดเอง อย่างที่สามคือจดจำอาการฉุกเฉินของต้อหินมุมปิดไว้ให้ขึ้นใจ เพื่อที่คุณจะได้ไม่รีรอเมื่อมันเกิดขึ้นกับคุณหรือคนใกล้ตัว และอย่างที่สี่คือดูแลดวงตาโดยรวม เช่น สวมแว่นกันแดดหรืออุปกรณ์ป้องกันเมื่อจำเป็น และดูแลสุขภาพโดยรวมรวมถึงการควบคุมโรคประจำตัวอย่างเบาหวานร่วมกับแพทย์
เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่คำแนะนำแทนการปรึกษาแพทย์ การวินิจฉัยและการดูแลต้อหิน รวมถึงการตัดสินใจเรื่องยาหยอดตา เลเซอร์ และการผ่าตัด เป็นเรื่องที่ต้องทำร่วมกับจักษุแพทย์ที่เป็นมนุษย์เสมอ



อ่านต่อ
อ่านต่อในหมวดเดียวกัน

จัดการน้ำหนักและโรคอ้วน: สรุปสั้นว่าทำไมลดแล้วเด้งกลับไม่ใช่ความล้มเหลว และควรมองไกลกว่า BMI
ฉบับย่อของการจัดการน้ำหนักและโรคอ้วน สรุปว่าทำไมลดแล้วเด้งกลับจึงพบบ่อยในระดับประชากรและไม่ใช่ความล้มเหลวส่วนตัว ทำไมควรมองไกลกว่าตัวเลข BMI สู่รอบเอวและองค์ประกอบร่างกาย พฤติกรรมที่ทำได้ต่อเนื่องที่สัมพันธ์กับการรักษาน้ำหนักระยะยาว ใครควรระวัง เมื่อไรควรพบแพทย์ และเริ่มดูแลตัวเองได้อย่างไร โดยมองตัวเลขเป็นความรู้ระดับประชากร ไม่ใช่เป้าหมายเฉพาะตัว
อ่านบทความ
เวียนหัวบ้านหมุนแบบ BPPV: สรุปสั้นว่าคืออะไร วินิจฉัยอย่างไร ดูแลอย่างไร
ฉบับย่อของ BPPV หรือโรคเวียนหัวบ้านหมุนจากการเปลี่ยนท่าศีรษะ สรุปว่ามันคืออะไร ทำไมแค่ขยับหัวโลกก็หมุน อาการเป็นแบบไหน วินิจฉัยและดูแลด้วยท่ากายภาพจัดผลึกโดยแพทย์อย่างไร และสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล
อ่านบทความ
ต้อกระจก: สรุปสั้นว่าคืออะไร สังเกตอาการอย่างไร และรักษาอย่างไร
ฉบับย่อของเรื่องต้อกระจก สรุปว่าต้อกระจกคือการที่เลนส์ตาขุ่นมัว สังเกตอาการอย่างไร มีปัจจัยเสี่ยงอะไร วินิจฉัยด้วยการตรวจตา และทำไมการผ่าตัดจึงเป็นวิธีเดียวที่รักษาได้จริง โดยตัดสินใจร่วมกับจักษุแพทย์
อ่านบทความตรวจสอบได้
แหล่งอ้างอิงสำหรับบทความนี้
- 1 Weinreb RN et al. The pathophysiology and treatment of glaucoma: a review (JAMA 2014, PMID 24825645) pubmed.ncbi.nlm.nih.gov
- 2 StatPearls (NCBI Bookshelf NBK538217): Glaucoma ncbi.nlm.nih.gov
- 3 National Eye Institute (NIH): Glaucoma nei.nih.gov
ตรวจสอบโดย Health Coach : A888