CLUB120

ค้นหา

ค้นหาคำถามสุขภาพที่คุณสนใจ

fasting fasting-women-hormones
fasting ca112 16 กรกฎาคม 2569 อ่าน 27 นาที
ca112

Fasting กับฮอร์โมนเพศหญิง: หลักฐานบอกอะไร ตรงไหนต้องระวัง และใครควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

หลักฐานเรื่อง fasting กับฮอร์โมนเพศหญิงยังจำกัดและเป็นข้อมูลเบื้องต้น บทความนี้สรุปผลการศึกษาต่อฮอร์โมนเพศ รอบเดือน และภาวะเจริญพันธุ์ นิยามภาวะพลังงานที่เหลือใช้ต่ำอย่างถูกต้อง และระบุกลุ่มที่ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร โดยแยกหลักฐานระดับประชากรออกจากการวินิจฉัย การรักษา และคำแนะนำเฉพาะบุคคล

ฉบับสรุป อ่านเหตุผลและงานวิจัยเต็ม

การอดอาหารเป็นช่วง (intermittent fasting) กลายเป็นวิธียอดนิยมในหมู่คนรักสุขภาพ ทั้งแบบจำกัดเวลากินในแต่ละวัน (time-restricted eating) และแบบสลับวันกินปกติกับวันกินน้อย เมื่อพลังงานที่เหลือใช้ไม่พอ โดยเฉพาะหากรุนแรงหรือยืดเยื้อ การทำงานสืบพันธุ์อาจถูกรบกวนได้ แต่การตอบสนองแตกต่างกันระหว่างบุคคล และภาวะ RED-S พบได้ทุกเพศ คำถามที่บทความนี้อยากตอบคือ งานวิจัยบอกอะไรจริงๆ เกี่ยวกับ fasting กับฮอร์โมนเพศหญิง รอบเดือน และภาวะเจริญพันธุ์ และตรงไหนที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

สิ่งที่อยากบอกไว้ก่อนคือ หลักฐานในเรื่องนี้ยังจำกัดและเป็นข้อมูลเบื้องต้น งานส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก ระยะสั้น ราว 6 ถึง 8 สัปดาห์ และมักทำในผู้หญิงที่มีภาวะอ้วน ผลที่ได้จึงยังสรุปไปถึงผู้หญิงน้ำหนักปกติหรือผลระยะยาวไม่ได้ ทั้งหมดนี้เป็นกรอบความเข้าใจระดับประชากรเพื่อการป้องกันและดูแลสุขภาพ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำสั่งจ่ายเฉพาะบุคคล และถ้าคุณมีปัญหารอบเดือน ฮอร์โมน หรือกำลังวางแผนมีบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

fasting กับฮอร์โมนเพศหญิง งานวิจัยบอกอะไร และยังไม่บอกอะไร

ในผู้หญิงก่อนวัยหมดประจำเดือนที่มีภาวะอ้วน งานขนาดเล็กบางงานรายงานว่า การอดอาหารเป็นช่วงหรือการจำกัดเวลากินสัมพันธ์กับแอนโดรเจน เช่น เทสโทสเตอโรนและค่า free androgen index ที่ลดลง และ SHBG ที่เพิ่มขึ้น โดยบางงานพบสัญญาณชัดขึ้นเมื่อกินอาหารเสร็จตั้งแต่ช่วงต้นวัน ส่วนเอสโตรเจน ฮอร์โมนกระตุ้นรังไข่ (gonadotropin) และโปรแลกตินยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่สม่ำเสมอ ผลจึงไม่ถือว่าไปในทิศทางเดียวกันทุกตัวชี้วัด

ต้องย้ำว่าหลักฐานมาจากงานแทรกแซงขนาดเล็กหลายรูปแบบ บางงานไม่มีกลุ่มควบคุม และบางผลลัพธ์เป็นการวิเคราะห์รองจากตัวอย่างที่มีข้อมูลไม่ครบ จึงยังแยกผลของช่วงเวลากินออกจากน้ำหนักที่ลดลง การเปลี่ยนพลังงานรวม และปัจจัยร่วมอื่นไม่ได้ชัด และยังไม่ควรสรุปเชิงสาเหตุ ในหญิงก่อนวัยหมดประจำเดือนหลายงานยังไม่ได้วัดเอสโตรเจนหรือโปรเจสเตอโรนอย่างเข้มงวด เพราะไม่ได้ควบคุมว่าเจาะเลือดวันไหนของรอบเดือน การตีความจึงมีข้อจำกัด

อีกจุดที่มีการรายงานคือ DHEA ซึ่งเป็นฮอร์โมนตั้งต้นของฮอร์โมนเพศ พบว่าลดลงทั้งในหญิงก่อนและหลังวัยหมดประจำเดือนหลังจำกัดเวลากินราว 8 สัปดาห์ แต่ยังไม่ทราบว่าการลดนี้ส่งผลระยะยาวต่อภาวะเจริญพันธุ์อย่างไร ข้อมูลส่วนนี้มาจากการวิเคราะห์ต่อยอดของงานขนาดเล็ก รวมผู้เข้าร่วมราว 23 คน จึงยังไม่ควรเรียกว่าเป็นหลักฐานที่หนักแน่น และควรระวังเป็นพิเศษว่า ทั้งงานที่วัด DHEA และรีวิวที่นำมาสรุปทิศทางผลต่อฮอร์โมน มาจากกลุ่มวิจัยเดียวกัน จึงยังไม่ถือว่ามีสองแหล่งที่เป็นอิสระต่อกันจริง มีรีวิวจากกลุ่มวิจัยอีกกลุ่มที่ประเมินหลักฐานชุดเดียวกันและยืนยันทิศทางเดิม พร้อมย้ำว่าข้อมูลในมนุษย์ยังจำกัด

จุดเสี่ยงที่สำคัญที่สุด: พลังงานที่มีน้อยเกินไปกับรอบเดือน

เรื่องที่ต้องเน้นมากที่สุดในหัวข้อนี้คือภาวะที่เรียกว่า “พลังงานที่เหลือใช้ต่ำ” (low energy availability; LEA) ซึ่งหมายถึงพลังงานจากอาหารที่เหลือให้ระบบต่างๆ ของร่างกายใช้หลังหักพลังงานจากการออกกำลัง โดยมักประเมินเทียบกับมวลไร้ไขมัน จึงไม่ใช่สิ่งเดียวกับ “แคลอรีสุทธิติดลบทั้งวัน” หรือน้ำหนักลดเพียงอย่างเดียว ในงานด้านกีฬา การได้รับ LEA ที่รุนแรงหรือยืดเยื้อสัมพันธ์กับการรบกวนหลายระบบ รวมถึงการทำงานสืบพันธุ์ แต่ความผิดปกติของรอบเดือนมีหลายสาเหตุและต้องประเมินโดยแพทย์

แนวทางของคณะกรรมการโอลิมปิกสากลระบุว่า RED-S เป็นกลุ่มอาการหลายระบบในนักกีฬาที่เกิดจากการได้รับ problematic LEA ซึ่งรุนแรงหรือยืดเยื้อ และอาจรวมถึงการทำงานสืบพันธุ์ที่บกพร่อง ขณะที่แนวทางของ Endocrine Society ระบุว่าประจำเดือนขาดจากสมองส่วนไฮโปทาลามัส (functional hypothalamic amenorrhea; FHA) เป็นการวินิจฉัยโดยตัดสาเหตุอื่นออกก่อน และอาจเกี่ยวข้องกับพลังงานไม่พอ น้ำหนักลด ความเครียด หรือออกกำลังมาก

การวินิจฉัยและการดูแล FHA เป็นหน้าที่ของทีมรักษาที่มีใบอนุญาต ประจำเดือนขาดมีสาเหตุสำคัญอื่นได้อีกหลายอย่าง เช่น การตั้งครรภ์ ปัญหาไทรอยด์ ฮอร์โมนโปรแลกตินสูง PCOS หรือภาวะรังไข่หยุดทำงานก่อนวัย จึงไม่ควรวินิจฉัยหรือรักษาเองจากบทความนี้ และควรพบสูตินรีแพทย์หรือแพทย์ต่อมไร้ท่อเพื่อหาสาเหตุ

กรณี PCOS: สัญญาณเบื้องต้นจากงานไม่มีกลุ่มควบคุมที่หลักฐานยังจำกัดมาก

ในกลุ่มผู้หญิงที่เป็นภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) ชนิดที่ไม่ตกไข่ มีงานนำร่องรายงานการเปลี่ยนแปลงก่อน–หลังการจำกัดเวลากินให้อยู่ในหน้าต่าง 8 ชั่วโมงต่อวัน เป็นเวลาราว 5 ถึง 6 สัปดาห์ โดยน้ำหนัก ค่าอินซูลินและแอนโดรเจน และความสม่ำเสมอของประจำเดือนเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น เป็นสัญญาณตั้งต้นที่ควรศึกษาต่อ

แต่ต้องอ่านด้วยความระวัง เพราะเป็นงานขนาดเล็กมาก มีผู้เข้าร่วมเพียง 15 คน ไม่มีกลุ่มควบคุมและไม่ได้สุ่ม จึงยังสรุปเชิงสาเหตุไม่ได้ว่า fasting เป็นตัวทำให้ดีขึ้น รีวิวที่ประเมินหลักฐาน fasting ใน PCOS ก็สรุปในทำนองเดียวกันว่ามีสัญญาณบวกแต่ถูกจำกัดด้วยขนาดงานและการออกแบบ ต้องรอการศึกษาที่ใหญ่และมีกลุ่มเปรียบเทียบก่อนจึงจะมั่นใจได้ และแม้ค่าเหล่านี้จะดีขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่า fasting เป็นวิธีรักษาภาวะมีบุตรยากหรือเป็นการเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์

ภาวะเจริญพันธุ์และการตั้งครรภ์: ยังขาดหลักฐาน

ผลของ fasting ต่อภาวะเจริญพันธุ์และผลลัพธ์การตั้งครรภ์ในผู้หญิงยังเป็นช่องว่างงานวิจัยที่ชัดเจน ยังไม่มีข้อมูลคุณภาพสูงพอที่จะแนะนำให้ผู้ที่พยายามมีบุตรใช้ fasting เพื่อเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ ทั้งรีวิวอิสระและรีวิวงานทดลองในมนุษย์ต่างเน้นตรงกันว่าจำนวนงานในผู้หญิงยังน้อยและขาดข้อมูลผลลัพธ์ด้านการเจริญพันธุ์

ข้อมูลที่พอมีบางส่วนมาจากการถือศีลอดในเดือนรอมฎอนระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นบริบทของการงดอาหารและน้ำช่วงกลางวันชั่วคราว ต่างจากการทำ fasting เพื่อลดน้ำหนัก งานทบทวนแบบ meta-analysis โดยรวมไม่พบผลชัดต่อน้ำหนักแรกเกิด และงานทบทวนแบบ umbrella review ระบุว่าหลักฐานเรื่องน้ำหนักแรกเกิดต่ำหรือคลอดก่อนกำหนดยังอ่อน ส่วนผลลัพธ์อื่นๆ ยังมีข้อมูลไม่พอจะสรุป จึงไม่ควรใช้ข้อมูลนี้เป็นหลักฐานว่าการอดอาหารหรือการลดน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์ปลอดภัย ผู้ตั้งครรภ์ควรหารือเรื่องการอดอาหาร โภชนาการ และเป้าหมายน้ำหนักกับสูตินรีแพทย์และนักกำหนดอาหาร

วัยหลังหมดประจำเดือน: อะไรเปลี่ยน อะไรไม่เปลี่ยน

ในผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนที่มีภาวะอ้วน ผู้เข้าร่วมในงานระยะสั้นขนาดเล็กมีน้ำหนักลดลงประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์ระหว่างการจำกัดเวลากิน โดยเอสโตรเจน โปรเจสเตอโรน แอนโดรเจน และ SHBG ไม่เปลี่ยนแปลงชัดเจน ส่วน DHEA ลดลงเช่นเดียวกับที่พบในกลุ่มก่อนหมดประจำเดือน งานที่ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบตรงสำหรับผลฮอร์โมนนี้ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่า TRE เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

เช่นเดียวกับหัวข้ออื่น นี่เป็นข้อมูลระยะสั้นและกลุ่มตัวอย่างเล็ก ในงานที่อ้างถึงมีผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนราว 11 คน การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักในกลุ่มนี้จึงเป็นผลหลักที่พอเห็นได้ ส่วนภาพของฮอร์โมนเพศโดยรวมยังมีขนาดผลเล็กและต้องการงานที่ใหญ่กว่านี้ยืนยัน

อีกกลุ่มที่ควรพูดถึงแยกคือผู้หญิงวัยใกล้หมดประจำเดือน (perimenopause) ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนหมดประจำเดือน และรอบเดือนมักแปรปรวนไม่สม่ำเสมอตามธรรมชาติอยู่แล้ว ทำให้ตีความรอบเดือนที่ผิดปกติว่าเป็นสัญญาณเตือนจาก fasting ได้ยากกว่าคนที่รอบเดือนปกติ กลุ่มนี้จึงควรปรึกษาแพทย์เรื่องการทำ fasting และการเปลี่ยนแปลงของรอบเดือน มากกว่าจะอาศัยการสังเกตตัวเองเพียงอย่างเดียว

ความเสี่ยงพฤติกรรมการกินผิดปกติ และใครควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

อีกด้านที่ต้องพูดให้ชัดคือ การทำ fasting โดยเฉพาะเมื่อทำเพื่อคุมน้ำหนัก มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการกินผิดปกติ เช่น การกินไม่หยุด (binge eating) และการออกกำลังชดเชยแบบบังคับตัวเอง โดยพบสัญญาณนี้ชัดกว่าในผู้หญิงและในกลุ่มวัยรุ่นถึงผู้ใหญ่ตอนต้น ข้อมูลนี้มาจากการศึกษาแบบสำรวจ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง จึงบอกได้ว่ามีความสัมพันธ์กัน ไม่ได้บอกว่า fasting เป็นสาเหตุ ผู้ที่มีประวัติหรือกำลังรักษาโรคพฤติกรรมการกินผิดปกติไม่ควรเริ่มการจำกัดอาหารแบบนี้เอง และควรหารือกับทีมรักษาเฉพาะทาง

กลุ่มที่มีความต้องการด้านพลังงาน สารอาหาร การติดตาม หรือยาเฉพาะบุคคล และควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนพิจารณา fasting ได้แก่

  • ผู้ที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร กำลังพยายามมีบุตร หรือมีบุตรยาก เพราะยังไม่มีหลักฐานคุณภาพสูงว่า fasting เพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ และความต้องการพลังงานกับสารอาหารต้องประเมินเป็นรายบุคคล
  • ผู้ที่มีประวัติหรือกำลังเป็นหรือกำลังรักษาโรคพฤติกรรมการกินผิดปกติ หรือมีความสัมพันธ์กับอาหารที่เปราะบาง
  • ผู้ที่ประจำเดือนขาดหรือมาไม่สม่ำเสมออยู่แล้ว หรือมีภาวะพลังงานเหลือใช้ต่ำ เช่น นักกีฬาที่เข้าข่าย RED-S หรือ female athlete triad
  • ผู้ที่น้ำหนักต่ำ ทุพโภชนาการ หรือกำลังป่วยหรือพักฟื้น
  • เด็กและวัยรุ่น
  • ผู้ที่มีโรคเรื้อรังที่ต้องคุมมื้ออาหารหรือเวลายา เช่น เบาหวานที่ใช้อินซูลินหรือยาลดน้ำตาล ควรหารือกับแพทย์หรือเภสัชกรก่อน และไม่ปรับยา/อินซูลินจากบทความนี้

สัญญาณที่ควรหยุดและปรึกษาแพทย์:

  • ประจำเดือนขาดหายหรือผิดปกติหลังเริ่ม fasting ซึ่งเป็นสัญญาณว่าพลังงานอาจไม่พอ ควรหยุดและปรึกษาแพทย์
  • น้ำหนักลดเร็วผิดปกติ อ่อนเพลียมาก เวียนศีรษะ หนาวง่าย หรือผมร่วง
  • หมกมุ่นกับอาหารหรือน้ำหนัก กินไม่หยุด หรือออกกำลังชดเชยแบบบังคับตัวเอง
  • อารมณ์แปรปรวน นอนไม่หลับ หรือสมาธิลดลงอย่างชัดเจน
  • ในผู้ตั้งครรภ์ ถ้าลูกดิ้นน้อยลง เวียนศีรษะจนเป็นลม หรือมีภาวะขาดน้ำ ต้องพบแพทย์ทันที

จุดที่ต้องระวังที่สุด: LEA คือพลังงานจากอาหารที่เหลือหลังหักพลังงานจากการออกกำลังเมื่อเทียบกับมวลไร้ไขมัน ไม่ใช่แคลอรีสุทธิติดลบทั้งวัน และ problematic LEA ที่รุนแรงหรือยืดเยื้ออาจรบกวนการทำงานสืบพันธุ์ได้

หากรอบเดือนเริ่มผิดปกติหรือขาดหาย ควรหยุดการทดลองและพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ ไม่วินิจฉัยว่าเป็น FHA หรือ LEA ด้วยตนเอง การวินิจฉัยและการดูแล FHA เป็นหน้าที่ของทีมรักษาที่มีใบอนุญาต ที่มา แนวทาง IOC เรื่อง RED-S (PMID 37752011) และแนวทาง Endocrine Society เรื่อง FHA (PMID 28368518)

ประเด็นที่ควรหารือก่อนลอง

หากสนใจ fasting ให้ใช้ข้อมูลนี้เป็นประเด็นหารือกับแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร ไม่ใช่แผนอาหารเฉพาะบุคคล โดยเฉพาะเมื่อมีโรคประจำตัว ใช้ยา ตั้งครรภ์ วางแผนตั้งครรภ์ มีรอบเดือนผิดปกติ หรือมีประวัติพฤติกรรมการกินผิดปกติ

  1. ทบทวนความเหมาะสมกับผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงพลังงานและสารอาหารรวม ยา โรคประจำตัว และเป้าหมายการตั้งครรภ์ โดยให้ผู้มีใบอนุญาตเป็นผู้กำหนดแผนเฉพาะบุคคล
  2. ใช้การสังเกตตัวเองเพื่อประกอบการหารือ เช่น รอบเดือน พลังงาน อารมณ์ และความสัมพันธ์กับอาหาร แต่ไม่ใช้ข้อมูลเหล่านี้วินิจฉัยโรคเอง
  3. หยุดและขอการประเมิน เมื่อรอบเดือนผิดปกติ น้ำหนักลดเร็ว หน้ามืด อ่อนเพลียมาก หรือเกิดพฤติกรรมกิน/ออกกำลังแบบบังคับ

จำไว้ว่าหลักฐานในผู้หญิงส่วนใหญ่เป็นงานเล็กและระยะสั้นที่ทำในกลุ่มผู้มีภาวะอ้วน ผลจึงอาจไม่เหมือนกันในคนน้ำหนักปกติ และการใช้ fasting เป็นเครื่องมือคุมน้ำหนักแบบสุดโต่งพบความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการกินผิดปกติ โดยเฉพาะในผู้หญิง แต่หลักฐานแบบภาคตัดขวางยังบอกไม่ได้ว่า fasting เป็นสาเหตุ

บทความนี้จัดทำโดย Health Coach ที่ได้รับการรับรองจากงานวิจัยและวรรณกรรมวิชาการ เพื่อการศึกษาทั่วไปในระดับประชากร ไม่ใช่การวินิจฉัย การรักษา แผนอาหารหรือการออกกำลังกาย หรือคำแนะนำเฉพาะบุคคล และไม่ควรใช้เพื่อเริ่ม หยุด หรือปรับยา อาหารเสริม อาหาร หรือการออกกำลังกายด้วยตนเอง โปรดปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้หรือผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาตซึ่งเกี่ยวข้องก่อนนำไปใช้เมื่อมีความเสี่ยงทางการแพทย์ โดยเฉพาะหากมีโรคประจำตัว ใช้ยา ตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์ กำลังพิจารณาอดอาหารเป็นเวลานาน หรือมีอาการผิดปกติ หากมีอาการฉุกเฉินให้ติดต่อบริการฉุกเฉินทันที

ตรวจสอบโดย Health Coach : A888

อ่านต่อ

อ่านต่อในหมวดเดียวกัน

fasting 16 กรกฎาคม 2569 อ่าน 5 นาที

Refeeding syndrome: สรุปความเสี่ยงหลังขาดสารอาหารและเหตุผลที่ต้องประเมินโดยทีมแพทย์

ฉบับย่อของ refeeding syndrome ซึ่งอาจเกิดเมื่อเริ่มให้พลังงานกลับหลังขาดอาหารหรือขาดสารอาหารอย่างมาก สรุปกลไก ปัจจัยเสี่ยง ความต่างของแนวทางวิชาชีพ และเหตุผลที่ไม่ควรใช้ตารางให้อาหาร วิตามิน หรือเกลือแร่ด้วยตนเอง

อ่านบทความ
fasting 16 กรกฎาคม 2569 อ่าน 5 นาที

ออกกำลังตอนท้องว่าง: สรุปสั้นว่าเผาไขมันได้จริงไหม หลักฐานใช้กับใคร และใครควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ฉบับย่อของการออกกำลังตอนท้องว่าง: ท้องว่างเพิ่มการเผาไขมันระหว่างเซสชัน แต่ยังไม่มีหลักฐานคุณภาพสูงว่าลดน้ำหนักหรือไขมันสะสมได้เหนือกว่าอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว งานเปรียบเทียบยังเล็ก สั้น และหลายงานเสี่ยง bias สูง ผลขึ้นกับภาพรวมพลังงาน โภชนาการ การฝึก และความสม่ำเสมอ พร้อมขอบเขตความปลอดภัยสำหรับผู้เป็นเบาหวานและกลุ่มเสี่ยง

อ่านบทความ
fasting 16 กรกฎาคม 2569 อ่าน 5 นาที

การอดอาหารเป็นช่วง: ใครไม่ควรทำ และสัญญาณอันตรายที่ต้องหยุดทันที

ฉบับย่อเรื่องความปลอดภัยของการอดอาหารเป็นช่วง สรุปว่าใครไม่ควรทำหรือต้องทำภายใต้การดูแลแพทย์ ตั้งแต่ผู้เป็นเบาหวานที่ใช้อินซูลินหรือ sulfonylurea หญิงตั้งครรภ์และให้นม ผู้มีประวัติโรคการกินผิดปกติ ผู้ที่น้ำหนักน้อย และผู้สูงอายุเปราะบาง พร้อมสัญญาณอันตรายที่ต้องหยุดทันทีและวิธีเริ่มอย่างปลอดภัย

อ่านบทความ

ตรวจสอบได้

แหล่งอ้างอิงสำหรับบทความนี้

  1. 1 Effect of Intermittent Fasting on Reproductive Hormone Levels in Females and Males: A Review of Human Trials (Nutrients 2022, PMID 35684143) pubmed.ncbi.nlm.nih.gov
  2. 2 Effects of Intermittent Fasting on Female Reproductive Function: A Review of Animal and Human Studies (Current Nutrition Reports 2024, PMID 39320714) pubmed.ncbi.nlm.nih.gov
  3. 3 Effect of time-restricted eating on sex hormone levels in premenopausal and postmenopausal females (Obesity (Silver Spring) 2023, PMID 36203273) pubmed.ncbi.nlm.nih.gov
  4. 4 2023 IOC consensus statement on Relative Energy Deficiency in Sport (REDs) (British Journal of Sports Medicine 2023, PMID 37752011) pubmed.ncbi.nlm.nih.gov
  5. 5 Functional Hypothalamic Amenorrhea: An Endocrine Society Clinical Practice Guideline (J Clin Endocrinol Metab 2017, PMID 28368518) pubmed.ncbi.nlm.nih.gov
  6. 6 Eight-hour time-restricted feeding improves endocrine and metabolic profiles in women with anovulatory polycystic ovary syndrome (Journal of Translational Medicine 2021, PMID 33849562) pubmed.ncbi.nlm.nih.gov
  7. 7 The effect of Ramadan fasting during pregnancy on perinatal outcomes: a systematic review and meta-analysis (BMC Pregnancy and Childbirth 2018, PMID 30359228) pubmed.ncbi.nlm.nih.gov
  8. 8 Impacts of Ramadan fasting during pregnancy on pregnancy and birth outcomes: An umbrella review (Int J Gynaecol Obstet 2025, PMID 39785103) pubmed.ncbi.nlm.nih.gov
  9. 9 Intermittent fasting: Describing engagement and associations with eating disorder behaviors and psychopathology among Canadian adolescents and young adults (Eating Behaviors 2022, PMID 36368052) pubmed.ncbi.nlm.nih.gov
  10. 10 Intermittent fasting: consider the risks of disordered eating for your patient (Clinical Diabetes and Endocrinology 2023, PMID 37865786) pubmed.ncbi.nlm.nih.gov
  11. 11 ACOG and ASRM Prepregnancy Counseling (Committee Opinion No. 762) acog.org

ตรวจสอบโดย Health Coach : A888