CLUB120

ค้นหา

ค้นหาคำถามสุขภาพที่คุณสนใจ

อายุยืน-ไลฟ์สไตล์ bppv-vertigo
อายุยืน-ไลฟ์สไตล์ ca100 9 กรกฎาคม 2569 อ่าน 21 นาที
ca100

เวียนหัวบ้านหมุนแบบ BPPV: ทำไมแค่พลิกตัวบนเตียงโลกก็หมุน และดูแลอย่างไร

BPPV หรือโรคเวียนหัวบ้านหมุนจากการเปลี่ยนท่าศีรษะ เป็นสาเหตุของอาการเวียนหัวบ้านหมุนที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากผลึกหินปูนเล็กๆ ในหูชั้นในหลุดเข้าไปในท่อครึ่งวงกลม ทำให้การขยับศีรษะบางท่ากระตุ้นอาการหมุนสั้นๆ แต่รุนแรง บทความนี้อธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น วินิจฉัยอย่างไร ดูแลด้วยท่ากายภาพจัดผลึกโดยแพทย์อย่างไร และสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล

ฉบับสรุป อ่านเหตุผลและงานวิจัยเต็ม

คุณพลิกตัวบนเตียงตอนกลางดึก แล้วจู่ๆ โลกทั้งใบก็หมุนติ้ว เหมือนเพิ่งลงจากเครื่องเล่นที่หมุนเร็วเกินไป คุณต้องรีบคว้าขอบเตียงไว้แน่น อาการหมุนรุนแรงอยู่ไม่กี่วินาทีแล้วค่อยจางลง แต่พอเงยหน้ามองของบนชั้นสูง หรือก้มลงผูกเชือกรองเท้า มันก็กลับมาอีก หลายคนที่เจออาการนี้เป็นครั้งแรกตกใจมาก บางคนกลัวว่ากำลังเป็นอะไรร้ายแรงกับสมอง

อาการแบบนี้ในหลายกรณีมาจากภาวะที่ชื่อว่า BPPV ย่อจาก Benign Paroxysmal Positional Vertigo หรือโรคเวียนหัวบ้านหมุนจากการเปลี่ยนท่าศีรษะ มันคือสาเหตุของอาการเวียนหัวบ้านหมุนที่พบบ่อยที่สุด บทความนี้จะพาคุณไปดูทีละชั้นว่า BPPV คืออะไร ทำไมแค่ขยับหัวโลกถึงหมุน แพทย์วินิจฉัยและดูแลอย่างไร และเมื่อไหร่ที่อาการเวียนหัวไม่ใช่เรื่องเล็กและต้องรีบไปโรงพยาบาล ข่าวที่อยากบอกก่อนคือ BPPV ตัวมันเองไม่ใช่ภาวะอันตราย และมักดูแลให้ดีขึ้นได้ แต่การรู้จักมันอย่างถูกต้องคือก้าวแรกที่ทำให้คุณดูแลตัวเองได้ตรงจุดและปลอดภัย

BPPV คืออะไร และทำไมถึงเกิด

คำว่า vertigo หรือเวียนหัวบ้านหมุน หมายถึงความรู้สึกว่าตัวเองหรือสิ่งรอบตัวกำลังหมุน ซึ่งต่างจากอาการหน้ามืดจะเป็นลม หรือรู้สึกโคลงเคลงเวียนๆ ทั่วไป หูชั้นในของคุณไม่ได้มีไว้แค่ฟังเสียง แต่ยังมีอวัยวะเล็กๆ ที่ทำหน้าที่บอกสมองว่าศีรษะกำลังเอียงหรือหมุนไปทางไหน หนึ่งในนั้นคือท่อครึ่งวงกลม 3 ท่อที่วางตัวในทิศต่างกัน คอยจับการหมุนของศีรษะ

ในหูชั้นในยังมีผลึกหินปูนเล็กจิ๋วที่เรียกว่า otoconia หรือผลึกแคลเซียม ปกติมันยึดอยู่ในตำแหน่งของมัน แต่ในภาวะ BPPV ผลึกเหล่านี้บางส่วนหลุดออกมาแล้วไหลเข้าไปในท่อครึ่งวงกลม เมื่อคุณขยับศีรษะ ผลึกที่หลงเข้าไปก็เคลื่อนไปตามแรงโน้มถ่วง ไปกวนของเหลวในท่อ ทำให้สมองได้รับสัญญาณว่ากำลังหมุนอย่างรุนแรง ทั้งที่จริงคุณแค่พลิกตัวหรือเงยหน้า สมองจึงแปลผลออกมาเป็นความรู้สึกว่าโลกหมุน

เพราะกลไกนี้ผูกกับแรงโน้มถ่วงและการเคลื่อนของผลึก อาการของ BPPV จึงถูกกระตุ้นด้วยการเปลี่ยนท่าของศีรษะเป็นหลัก เช่น พลิกตัวบนเตียง ลุกขึ้นหรือเอนลงนอน เงยหน้ามองขึ้นสูง หรือก้มลง หลายครั้ง BPPV เกิดขึ้นเองโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น แต่บางกรณีก็ตามหลังการกระแทกที่ศีรษะ หรือช่วงที่ต้องนอนนิ่งนานๆ

อาการแบบไหนที่ชวนให้นึกถึง BPPV

ลักษณะเด่นที่สุดของ BPPV คืออาการหมุนที่สั้นและถูกกระตุ้นด้วยท่าทาง อาการหมุนมักรุนแรงแต่อยู่ไม่นาน โดยทั่วไปนับเป็นวินาที ไม่ใช่หมุนต่อเนื่องทั้งวัน เมื่อคุณอยู่นิ่งในท่าเดิม อาการมักจะสงบลง แต่พอเปลี่ยนท่าที่กระตุ้นอีกครั้ง มันก็กลับมา รูปแบบเป็นพักๆ ตามการขยับศีรษะแบบนี้เองที่เป็นเบาะแสสำคัญ

หลายคนมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย เพราะระบบทรงตัวกับระบบที่ทำให้คลื่นไส้เชื่อมโยงกัน นอกจากนี้แพทย์มักพบการกระตุกของลูกตาแบบเฉพาะที่เรียกว่า nystagmus ในจังหวะที่อาการหมุนถูกกระตุ้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ช่วยยืนยันว่าปัญหาอยู่ที่ระบบทรงตัวของหูชั้นใน สิ่งที่มัก ไม่ พบใน BPPV แท้ๆ คือการสูญเสียการได้ยิน เสียงดังในหู หรืออาการทางระบบประสาทอื่น หากมีอาการเหล่านั้นร่วมด้วย แพทย์จะยิ่งต้องมองหาสาเหตุอื่น

BPPV ตัวมันเองไม่ใช่โรคอันตราย และในหลายคนอาการค่อยดีขึ้นได้เอง แต่สิ่งที่ต้องใส่ใจคือมันเพิ่มความเสี่ยงการล้ม โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่หากล้มแล้วอาจบาดเจ็บรุนแรง อีกทั้งอาการที่มาไม่เป็นเวลายังรบกวนการใช้ชีวิต การทำงาน และการขับรถ ทำให้หลายคนกังวลและระวังตัวจนไม่กล้าขยับ

วินิจฉัยอย่างไร

BPPV เป็นภาวะที่วินิจฉัยได้จากการตรวจร่างกายเป็นหลัก ไม่ใช่จากการเดาเอาจากอาการทางอินเทอร์เน็ต วิธีที่แพทย์ใช้กันคือการตรวจโดยจัดท่าศีรษะและลำตัวในทิศทางที่จำเพาะ เพื่อกระตุ้นให้ผลึกเคลื่อน แล้วสังเกตอาการหมุนและการกระตุกของลูกตาที่เกิดขึ้น ท่าตรวจที่รู้จักกันดีคือท่า Dix-Hallpike ซึ่งเป็นการตรวจมาตรฐานสำหรับ BPPV ชนิดที่พบบ่อยที่สุด

ความสำคัญของการตรวจโดยแพทย์ไม่ได้อยู่แค่การยืนยันว่าเป็น BPPV แต่อยู่ที่การแยกสาเหตุอื่นของอาการเวียนหัวออกไปด้วย เพราะอาการเวียนหัวมีสาเหตุได้หลากหลาย ตั้งแต่ปัญหาที่หูชั้นในแบบอื่น ผลข้างเคียงของยา ความดันโลหิต ไปจนถึงปัญหาที่ระบบประสาทส่วนกลางซึ่งบางอย่างอันตราย แนวปฏิบัติทางคลินิกจึงเน้นให้ประเมินอย่างเป็นระบบ และโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องส่งตรวจภาพสมองเป็นกิจวัตรในผู้ที่มีลักษณะเข้าได้กับ BPPV ชัดเจน แต่จะพิจารณาเมื่อมีสัญญาณที่ชวนสงสัยสาเหตุอื่น การตัดสินใจเหล่านี้ต้องอาศัยการประเมินโดยแพทย์

รักษาและดูแลอย่างไร

ข่าวดีคือ BPPV เป็นภาวะที่มีวิธีดูแลที่ได้ผลชัดเจน ตามแนวปฏิบัติทางคลินิก (Bhattacharyya 2017) การรักษาหลักคือท่ากายภาพเพื่อจัดผลึกกลับที่ ที่เรียกรวมว่า canalith repositioning maneuvers ท่าที่รู้จักกันมากที่สุดคือท่า Epley หลักการคือการค่อยๆ จัดท่าศีรษะเป็นลำดับ เพื่อพาผลึกที่หลงเข้าไปในท่อครึ่งวงกลมให้ไหลกลับออกไปยังตำแหน่งที่ไม่กวนการทรงตัว หลายคนอาการดีขึ้นชัดเจนหลังทำอย่างถูกต้อง

แต่มีจุดสำคัญที่ต้องย้ำ ท่ากายภาพเหล่านี้ควรได้รับการตรวจประเมินก่อน และทำหรือสอนโดยแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการฝึกมา ไม่ควรทำตามคลิปในอินเทอร์เน็ตด้วยตัวเอง เพราะ BPPV มีหลายชนิดตามท่อและข้างที่เกิดปัญหา ซึ่งใช้ท่าจัดผลึกต่างกัน การเลือกท่าให้ถูกต้องอาศัยการวินิจฉัยว่าปัญหาอยู่ที่ท่อไหนและข้างใด บทความนี้จึงตั้งใจไม่บอกวิธีทำท่าเหล่านั้นทีละขั้น เพราะสิ่งที่ปลอดภัยและได้ผลกว่าคือให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินและแนะนำท่าที่เหมาะกับคุณ

ส่วนเรื่องยา แนวปฏิบัติชี้ว่ายาไม่ใช่การรักษาหลักของ BPPV และไม่แนะนำให้ใช้ยากลุ่มกดอาการเวียนหัว เช่น ยาระงับอาการเวียนศีรษะ เป็นประจำในการรักษา BPPV เพราะยาเหล่านั้นไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุคือผลึกที่หลงตำแหน่ง ทั้งยังอาจทำให้ง่วง เพิ่มความเสี่ยงล้ม และรบกวนการที่สมองปรับตัว การใช้ยาใดๆ ต้องอยู่ภายใต้การพิจารณาของแพทย์เท่านั้น อย่าซื้อยามาใช้เอง

จุดที่ต้องระวัง: อาการเวียนหัวไม่ได้เป็น BPPV ไปเสียทุกครั้ง และท่ากายภาพจัดผลึกควรทำภายใต้การดูแลของแพทย์

อาการเวียนหัวบ้านหมุนของ BPPV มักเป็นช่วงสั้นๆ ระดับวินาที และถูกกระตุ้นด้วยการเปลี่ยนท่าของศีรษะ แต่อาการเวียนหัวมีสาเหตุได้หลายอย่าง และบางสาเหตุก็อันตราย เช่น ปัญหาที่ก้านสมองหรือหลอดเลือดสมอง การวินิจฉัยที่ถูกต้องจึงสำคัญมาก ไม่ควรสรุปเองว่าเป็น BPPV จากการค้นอาการทางอินเทอร์เน็ต ส่วนท่ากายภาพเพื่อจัดผลึกกลับที่ เช่น ท่า Epley แม้จะได้ผลดี แต่ควรได้รับการตรวจและทำหรือสอนโดยแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ทำตามคลิปด้วยตัวเอง เพราะการทำผิดท่าหรือทำในคนที่จริงๆ ไม่ได้เป็น BPPV อาจไม่ช่วย และทำให้เข้าใจผิดจนละเลยสาเหตุที่แท้จริงได้ ที่มา แนวปฏิบัติ Bhattacharyya 2017 (PMID 28248609), StatPearls

สัญญาณที่บอกว่าอาจไม่ใช่ BPPV และต้องรีบไปโรงพยาบาล

หัวใจของความปลอดภัยเรื่องนี้คือ ไม่ใช่อาการเวียนหัวทุกอย่างจะเป็น BPPV บางสาเหตุของอาการเวียนหัวเป็นเรื่องฉุกเฉิน โดยเฉพาะภาวะหลอดเลือดสมองหรือปัญหาที่ก้านสมอง ให้รีบไปโรงพยาบาลหรือขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที หากอาการเวียนหัวมาพร้อมสิ่งเหล่านี้

  1. ปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลันแบบไม่เคยเป็นมาก่อน
  2. เห็นภาพซ้อน หรือการมองเห็นผิดปกติเฉียบพลัน
  3. พูดไม่ชัด พูดลำบาก หรือปากเบี้ยว
  4. แขนขาอ่อนแรงหรือชาข้างใดข้างหนึ่ง
  5. เดินเซ ทรงตัวไม่ได้ หรือเดินลำบากผิดปกติ
  6. อาการเวียนหัวเป็นต่อเนื่องตลอดเวลา ไม่ได้เป็นแค่ช่วงสั้นๆ ที่ถูกกระตุ้นด้วยการเปลี่ยนท่า

อาการเวียนหัวของ BPPV มักสั้น เป็นพักๆ และสัมพันธ์กับการขยับศีรษะ ต่างจากอาการข้างต้นที่บ่งชี้ว่าอาจมีปัญหาที่สมองหรือระบบประสาท ซึ่งการรีบไปพบแพทย์อย่างทันท่วงทีเป็นเรื่องสำคัญมาก

เมื่อไหร่ควรปรึกษาแพทย์ และเริ่มได้ตั้งแต่วันนี้

ถ้าคุณมีอาการเวียนหัวบ้านหมุนที่ถูกกระตุ้นด้วยการเปลี่ยนท่า เป็นซ้ำๆ หรือรบกวนชีวิตประจำวัน ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย โดยเฉพาะถ้ามีความเสี่ยงล้มหรือต้องขับรถ แพทย์หู คอ จมูก หรือแพทย์ที่ดูแลเรื่องระบบทรงตัวจะช่วยยืนยันว่าเป็น BPPV จริงหรือไม่ ปัญหาอยู่ที่ท่อและข้างใด และแนะนำท่ากายภาพที่เหมาะกับคุณ

ระหว่างนี้มีสิ่งที่คุณเริ่มทำได้เลย อย่างแรกคือจดบันทึกว่าอาการหมุนถูกกระตุ้นด้วยท่าไหน เช่น พลิกตัวข้างใด เงยหน้าหรือก้ม และอาการหมุนแต่ละครั้งอยู่นานแค่ไหน ข้อมูลเล็กๆ นี้ช่วยให้แพทย์เห็นแบบแผนและวินิจฉัยได้ตรงขึ้น อย่างที่สองคือขยับตัวอย่างระมัดระวังเพื่อลดความเสี่ยงล้ม เช่น ค่อยๆ ลุก ค่อยๆ พลิกตัว มีที่จับหรือคนอยู่ใกล้ๆ ในช่วงที่อาการยังกำเริบง่าย อย่างที่สามคือไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและให้ผู้เชี่ยวชาญสอนหรือทำท่ากายภาพที่ถูกต้อง ไม่ทดลองท่าจัดผลึกเองจากอินเทอร์เน็ต และอย่างที่สำคัญที่สุดคือ หากมีสัญญาณอันตรายอย่างที่กล่าวข้างต้น ให้รีบไปโรงพยาบาลทันที

เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่คำแนะนำแทนการปรึกษาแพทย์ การวินิจฉัย BPPV การแยกสาเหตุอื่นของอาการเวียนหัว และการทำท่ากายภาพจัดผลึกหรือการตัดสินใจเรื่องยา ควรทำร่วมกับแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์เสมอ

ตรวจสอบโดย Health Coach : A888

อ่านต่อ

อ่านต่อในหมวดเดียวกัน

อายุยืน-ไลฟ์สไตล์ 16 กรกฎาคม 2569 อ่าน 5 นาที

จัดการน้ำหนักและโรคอ้วน: สรุปสั้นว่าทำไมลดแล้วเด้งกลับไม่ใช่ความล้มเหลว และควรมองไกลกว่า BMI

ฉบับย่อของการจัดการน้ำหนักและโรคอ้วน สรุปว่าทำไมลดแล้วเด้งกลับจึงพบบ่อยในระดับประชากรและไม่ใช่ความล้มเหลวส่วนตัว ทำไมควรมองไกลกว่าตัวเลข BMI สู่รอบเอวและองค์ประกอบร่างกาย พฤติกรรมที่ทำได้ต่อเนื่องที่สัมพันธ์กับการรักษาน้ำหนักระยะยาว ใครควรระวัง เมื่อไรควรพบแพทย์ และเริ่มดูแลตัวเองได้อย่างไร โดยมองตัวเลขเป็นความรู้ระดับประชากร ไม่ใช่เป้าหมายเฉพาะตัว

อ่านบทความ
อายุยืน-ไลฟ์สไตล์ 9 กรกฎาคม 2569 อ่าน 5 นาที

ต้อกระจก: สรุปสั้นว่าคืออะไร สังเกตอาการอย่างไร และรักษาอย่างไร

ฉบับย่อของเรื่องต้อกระจก สรุปว่าต้อกระจกคือการที่เลนส์ตาขุ่นมัว สังเกตอาการอย่างไร มีปัจจัยเสี่ยงอะไร วินิจฉัยด้วยการตรวจตา และทำไมการผ่าตัดจึงเป็นวิธีเดียวที่รักษาได้จริง โดยตัดสินใจร่วมกับจักษุแพทย์

อ่านบทความ
อายุยืน-ไลฟ์สไตล์ 9 กรกฎาคม 2569 อ่าน 5 นาที

โรคตาแห้ง: สรุปสั้นว่าคืออะไร ทำไมถึงเป็น และดูแลอย่างไร

ฉบับย่อของโรคตาแห้ง สรุปว่าตาแห้งคืออะไร ทำไมบางคนน้ำตาน้อย บางคนน้ำตาระเหยเร็ว ทำไมตาแห้งถึงทำให้น้ำตาไหลได้ อะไรเป็นตัวกระตุ้น วินิจฉัยอย่างไร และเริ่มดูแลตัวเองได้อย่างไรร่วมกับจักษุแพทย์

อ่านบทความ

ตรวจสอบได้

แหล่งอ้างอิงสำหรับบทความนี้

  1. 1 Bhattacharyya N et al. Clinical Practice Guideline: Benign Paroxysmal Positional Vertigo (Update) (Otolaryngol Head Neck Surg 2017, PMID 28248609) pubmed.ncbi.nlm.nih.gov
  2. 2 StatPearls (NCBI Bookshelf NBK470308): Benign Paroxysmal Positional Vertigo ncbi.nlm.nih.gov

ตรวจสอบโดย Health Coach : A888